สังคมกำลังบอกอะไรเรา เมื่อเกิดเหตุการณ์ ยื่น Port เข้าคณะแพทย์ต้องมี Paper ตีพิมพ์

บอกตรงๆ ผมเองก็พึ่งทราบเหมือนกัน ว่าสมัยนี้ถ้าเราจะเข้ามหาลัย มันจะมีรอบที่ไม่ต้องสอบ เรียกว่ารอบ Port ก็คือยื่น Portfolio แล้วเข้าได้เลย การพิจารณาก็จะดูจากผลงานพอร์ตนั่นแหละ แต่ส่วนใหญก็จะมีการสัมภาษณ์ประกอบด้วย ซึ่งคณะแพทย์บางแห่ง ก็มีกฎว่า ถ้าจะมีคุณสมบัติที่จะยื่นเข้ารอบนี้ด้วย ต้องมีผลงานวิจัยทางวิชาการ โดยเฉพาะงานวิชาการด้านการแพทย์ ตีพิมพ์ลง Paper ด้วย ซึ่งเอาจริงๆ มองผิวเผินมันก็เหมือนกับต้องการคัดเด็กอัจฉริยะด้านการแพทย์ ที่มีผลงานทางวิชาการถึงขั้นลง Paper งานวิจัยแต่ตั้งแต่มัธยม แต่ว่าในความจริงมีเด็กมัธยมสักกี่คนที่ทำแบบนั้นได้ มันเลยเกิดโรงเรียนแบบใหม่ที่สอนคอร์สเพื่อฝึกให้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการโดยเฉพาะ แล้วก็นำมาสู้ประเด็นดราม่า ดังรูป พูดกันตามตรง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก หรือครั้งแรกของเมืองไทย ที่มีการออกกฎเพื่อให้ privilege หรือสิทธิพิเศษแก่คนกลุ่มใดกลุ่มนึง และอันที่จริง มีแบบนี้ในทุกวงการด้วย ยกตัวอย่างวงการกฎหมาย ก็มีสอบผู้พิพากษา – อัยการ สนามจิ๋ว สนามเล็กและก็สนามใหญ่ สนามจิ๋วเรียกได้ว่าเป็น privilege สำหรับคนจบนอก แน่นอนว่าคนทั่วไปไม่มีปัญญาไปเรียนนอกแน่ๆ สนามเล็กก็เหมือนสงวนไว้ให้ลูกท่านหลานเธอโดยปริยาย เรื่องทำ paper แล้วยื่นพอร์ตเข้าแพทย์ก็เหมือนกัน…

วิธีการดูโฉนด ราคาประเมินจากกรมที่ดิน แบบออนไลน์

ตอนนี้เราสามารถตรวจสอบที่ดิน ดูแผนที่ดูสถานที่จริงๆ ดูราคาประเมินของทางราชการ ผ่านระบบแปลงที่ดินแบบออนไลน์ได้แล้วนะครับ เป็นประโยชน์มากๆเวลาเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งช่วยให้เราสกรีนคร่าวๆก่อนไปดูของจริงอีกที ช่วยประหยัดเวล่ได้มากครับ

ว่าด้วยเรื่องระบบสำนักในสมัยก่อนของไทย

นั่งดูสัมภาษณ์ขุนอิน ระนาดเอก แล้วจะว่าไป ระบบสำนักของไทย ก็คล้ายๆระบบกงสีของจีนเหมือนกันนะ ระบบสำนักของไทย อย่างสำนักปี่พาทย์ จะมีอาจารย์ใหญ่ที่เรียกว่าเจ้าสำนัก ซึ่งจะรับลูกศิษย์ที่อยากเรียนดนตรีมาเรียนกินนอนที่สำนักตั้งแต่เด็ก โดยไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน เรียกได้ว่า เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี แต่ก็ต้องซ้อมดนตรีและทำงานอยู่ในสำนัก พอมีงานแสดง ไม่ว่าจะงานศพ หรืองานอะไรก็ตาม เจ้าสำนักก็จะเป็นคนจัดสรรว่าใครได้ไปเล่นงานไหน ถ้าสำนักมีคนเยอะก็รับทีหลายๆงานได้ แบ่งกันไปคนละงาน ถ้าคนน้อยงานนึงก็ต้องไปกันทั้งสำนัก พอแสดงได้เงินมา เจ้าสำนักก็จะเอามาแบ่งให้กับลูกศิษย์ ส่วนที่เหลือจะเก็บเข้ากองกลาง ไว้เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ ของคนในสำนัก ลูกศิษย์คนไหนเก่งๆ เริ่มมีชื่อเสียง ก็จะออกไปตั้งสำนักของตัวเอง รับลูกศิษย์เอง หรือไม่ก็ออกไปเป็นศิลปินเดี่ยว รับงานเป็นจ็อบๆไป ใครเก่งๆก็ออกไปตั้งสำนักตัวเองตั้งแต่หนุ่มๆ แต่ถ้าคนไหนไม่ค่อยเก่ง ก็จะกินอยู่ในสำนักยันแก่ หรือจนตายคาสำนักหรือใครเก่งมากๆก็จะเป็นทายาทสืบทอดเจ้าสำนักรุ่นต่อไป แต่ส่วนมากคนสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักมักเป็นลูกหลานสายตรงของเจ้าสำนักคนก่อนซะมากกว่า

11 ข้อเตือนใจ ที่คนรุ่นก่อนอยากฝากถึงคนอายุ 20-40 ปี

เคยมีคนบอกว่า เราทุกคนมี time machine ของตัวเอง นั่นก็คือ ถ้าอยากรู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง ให้ไปดูคนที่ใช้ชีวิตเหมือนกับเราก่อนหน้าเราไปสัก 20 ปี แบะแน่นอนว่าถ้าเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไร คนนั้นแหละคือนาคตของเราในอีก 20 ปี ข้างหน้า แล้วก็มีโพสต์ใน facebook โพสต์นึง ว่าคนอายุ 50 60 70 มีอะไรอยากบอกอยากเตือนคนอายุ 38 ดังนั้นนี่จึงเป็นข้อเตือนใจที่ดี เป็นคำเตือนจากอนาคต ที่ไม่ให้เราผิดพลาดซ้ำเหมือนคนรุ่นก่อนหน้า เหมือนมี time machine ส่วนตัว มาบอกอนาคตให้กับเรานั่นเอง 1.รักษาสุขภาพ ทุกๆคนจะเตือนเกี่ยวกับร่างกายและสุขภาพเอาไว้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องกิน มีคนนึงพูดได้กินใจมากว่า “ให้กินอาหารเป็นยา เพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องกินยาเป็นอาหาร” ดูแลสุขภาพให้ดี มองโลกในมุมที่สร้างสรรค์และเป็นไปได้จริง เพราะต่อให้มีเงินเท่าไหร่ถ้าสุขภาพไม่ดีก็ไม่มีความสุข ตั้งใจทำงาน วางแผนการเงิน ดูแลสุขภาพและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดีๆ 2.ครอบครัวสำคัญที่สุด มีคำเตือนมากมายว่าครอบครัวสำคัญที่สุด และพึงระลึกไว้ว่าความพลัดพรากมาจะมาไม่ทันตั้งตัวเสมอๆ แล้วก็มีกลุ่มนึงที่พูดว่าเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญมากคิดให้ดีตัดสินใจลงไป เพราะจะมีผลกับชีวิตเรามากๆหลังจากนั้น 3….

ทำไมเด็กจบใหม่จึงหางานยาก?

เป็นกำลังใจให้น้องๆจบใหม่ที่ยังหางานไม่ได้นะครับ ส่วนนึงก็ต้องยอมรับว่า งานมันหายากกว่าแต่ก่อนจริงๆนั่นแหละ มันมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น มหาลัยปรับตัวตามตลาดแรงงานไม่ทัน เพราะโลกเปลี่ยนไว แต่มหาลัยใช้โมเดลเดิมๆคือ เรียนนาน แล้วใช้ยาวๆไปตลอดอายุการทำงาน ซึ่งมันไม่ค่อยเวิกแล้ว เพราะโลกเปลี่ยนไวมาก เดี๋ยวนี้ สกิลต้องรีบเรียนให้พอใช้งานได้ แล้วมาฝึกให้เก่งตอนทำงาน แล้วพอสัก 5-10 ปี ก็มา reskill ใหม่ เพราะสกิลหมดอายุไวมาก แต่มหาลัยเองก็มีปัญหา เพราะการหาผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ใหม่ๆไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างก่อนหน้านี้ 3-4 ปี เรารู้ว่า data science มา แต่มหาลัยก็เตรียมตัวไม่ทัน เพราะผู้เชี่ยวชาญยังมีน้อยมาก แต่มหาลัยก็ยังแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆด้วยการสร้างขึ้นมาเอง ส่งไปเรียนต่อ แต่กว่าจะพร้อมก็ตลาดวายแล้ว หรืออย่างตอนนี้ เรารู้ว่า AI มาแน่ แต่ผู้เชี่ยวชาญ AI ในไทยจริงๆ ยังมีไม่กี่คนด้วยซ้ำ แล้วน้อยคนมากๆที่จะเป็นอาจารย์มหาลัย ในขณะที่คนที่ทำงานแล้ว ถ้าโชคดี จะได้ฝึก skill ใหม่ๆพวกนั้น…

1 2 3 10