ฆ่าตัวตายพุ่งสูง ฤาเป็นเพราะไทยกำลังแก่ชรา

ประเทศในเอเชียหลายประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปก่อนไทย อาทิเช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์ ล้วนมีอัตราฆ่าตัวตายที่สูงทั้งนั้น และยิ่งอายุเฉลี่ยในประเทศมาก อัตราการฆ่าตัวตายก็ยิ่งสูง ในอดีตที่ผ่านมา เราเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้คนเกิดความเครียดและฆ่าตัวตาย ซึ่งตัวเลขในอดีตก็เป็นเช่นนั้น ในอดีตที่ผ่านมา เมืองไทยเคยมีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 5 คน ต่อประชากร 1 แสนคน และสูงสุดอยู่ที่ 8.59 ต่อประชากร 1 แสน ในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยกำลังทรุดหนัก หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัว ตัวเลขการฆ่าตัวตายก็ลดลงตามลำดับ แต่ว่าเมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2553 อัตราการฆ่าตัวตายก็ทยอยพุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรา และล่าสุด ตอนนี้อัตราการฆ่าตัวตายเราแซงช่วงวิฤตต้มยำกุ้งไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายเขตพื้นที่แล้ว ยังพบความสัมพันธ์กับอายุนั่นคือ เขตสุขภาพที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุด ซึ่งเขตสุขภาพดังกล่าว หากดูอายุเฉลี่ยของประชากรในเขตนั้น…

FAS หน่วยสืบราชการลับแห่งวงการเกษตรอเมริกา

ในเมืองไทย อาชีพเกษตรกร ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ยากจน แต่ที่อเมริกา เกษตรกรคืออาชีพทำเงินอาชีพหนึ่งเลยทีเดียว มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ความเป็นอยู่ของเกษตรกร 2 ประเทศนี้แตกต่างกัน หนึ่งในปัจจัยนั้นคือการสนับสนุนจากภาครัฐ อันที่จริง ไทยเองก็มีการสนับสนุนจากภาครัฐไม่ได้น้อย เพียงแต่ว่าแนวคิด ระบบการทำงาน และประสิทธิภาพการทำงานนั้น ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนนึงก็ต้องโทษความล้มเหลวของระบบราชการไทย อีกส่วนนึงก็มาจากธรรมชาติของระบบการเกษตรบ้านเราด้วย ยกตัวอย่างเช่น บ้านเรามีเกษตรกร 25% อเมริกามี 3% ของจำนวนประชากร เกษตรกรอเมริกามีความรู้ มีเทคโนโลยี เหนือกว่าเกษตรกรไทยมาก เกษตรกรอเมริกามีที่ดิน และเงินทุนจำนวนมาก ซึ่งเทียบกันแล้วก็ระดับเดียวกับนายหัวหรือพ่อเลี้ยงของไทยเลยทีเดียว เมืองไทย ใครใคร่ปลูกอะไร ตรงไหน ขอเป็นที่ดินของตัวเองก็ทำได้ ของอเมริกาใครจะเป็นเกษตรกรได้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนจากภาครัฐเท่านั้น ไม่ใช่ใครอยากเป็นก็เป็นได้ (ไม่มีแบบหยุดงาน ตกงาน แล้วทำไร่ไถนาไปพลางๆแบบไทยนะ) นอกจากนี้ รัฐบาลจะเป็นคนกำหนดพื้นที่และประเภทของสินค้าเกษตร ว่าบริเวณไหน ต้องปลูกอะไร ปริมาณเท่าไร จะปลูกตามใจชอบไม่ได้ จึงสามารถควบคุมชนิดและปริมาณของผลผลิตได้ชัดเจน (อย่างไรก็ดี รัฐบาลอเมริกาถึงจะบังคับแต่ก็รับผิดชอบ หากปลูกแล้วขายไม่ได้ ล้นตลาด ราคาตกต่ำ…

ผู้นำ 5 ประเภทของขงจื๊อ

ขงจื๊อเป็นนักคิด นักปรัชญา ที่มีชื่อเสียงของจีน แนวคิดของขงจื๊อ ฝังรากลึกอยู่ในเอเซียตะวันออกมากว่า 20 ศตวรรษ ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “ผู้ใดเข้าไม่ถึงปรัชญาขงจื๊อ ผู้นั้นไม่มีวันเข้าใจจีนโบราณ” ทางศาสตร์ด้านตะวันตก เค้าก็มีศาสตร์ในมุมมองของผู้นำแบบตะวันตก เช่น ภาวะผู้นำ 5 ระดับ โดย John C.Maxwell หากใครเคยอ่านมาก่อน แล้วมาอ่านบทความนี้ ก็จะได้อรรถรสไปอีกแบบว่า ตะวันตกนั้น จะได้อารมณ์ความชัดเจน มีเหตุผล เยือกเย็น มีตัวชี้วัดหรืออะไรที่จับต้องได้ ในขณะที่มุมมองแบบตะวันออกนั้นจะอบอุ่น ซับซ้อน มีความผสมกันระหว่างเรื่องสังคม ศีลธรรม จารีต ฝังแน่นอยู่ในทุกจุด และมีความคลุมเคลือ นักปราชญ์ของจีนโบราณล้วนยึดถือตำรา ปรัชญาขงจื๊อ ในสมัย 3 ก๊ก ขงเบ้งคงไม่ได้อ่านตำราของตะวันตก ในการเลือกผู้นำอย่างแน่นอน หากอ่านบทความนี้แล้ว อาจจะเข้าใจก็ได้ว่า ทำไมขงเบ้งถึงเลือกคนนี้มาทำงานนั้น ถึงอย่างนั้นก็เป็นที่น่าสังเกตุว่า ความสามารถในการเลือกคนของขงเบ้ง ไม่เฉียบแหลมเท่ากับคนอย่างเล่าปี่ หรือโจโฉ จนแสดงให้เห็นความผิดพลาดออกมา เช่น…

ฝรั่ง (ยุโรป) มีสินสอดไหม ?

ในวัฒนธรรมของคนไทย สินสอด เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงที่จะแต่งงานด้วย โดยแฝงความหมายในหลายนัยยะ ได้แก่ หลักประกัน คำมั่นสัญญา ไปจนถึงการตอบแทน ที่ฝ่ายชายมีให้แก่ฝ่ายหญิงในการไปสู่ขอ แต่ความหมายในบางนัยยะก็หมายถึง การตีตรามูลค่าของฝ่ายหญิง ที่ฝ่ายชายต้องไปซื้อมา ในหลายๆครั้ง สินสอดยังแสดงถึง หน้าตา เกียรติ ความมั่นคั่ง และอำนาจ ของทั้ง 2 ฝ่ายที่จะดองเป็นทองแผ่นเดียวกันด้วย ในอินเดีย ฝ่ายหญิง ต้องเป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่ฝ่ายชาย เพราะฝ่ายชายต้องเป็นผู้ดูแลฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงจึงควรตอบแทนผู้ชายก่อนแต่งงาน ยิ่งผู้ชายที่มีหน้าที่การงานดีๆ ค่าสินสอดจะแพงมาก แม้ว่าอินเดียจะออกกฏหมายห้ามการให้และรับสินสอดมาตั้งแต่ปี 1961 แล้วก็ตาม แต่ประเพณีนี้ก็ยังคงอยู่และสร้างปัญหาให้อินเดียได้ไม่น้อย ในปี 2012 อินเดียมีคดีฆาตกรรมเจ้าสาวเพราะเงินสินสอดถึง 8,223 ราย ในขณะที่ปี 2010 มีถึง 8,391 คดี โดยจำเลยคือครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าว อันเนื่องมาจาก หากฝ่ายหญิงนำเงินมาให้น้อยกว่าที่ฝ่ายชายเรียกร้อง ก็จะถูกครอบครัวฝ่ายชายตั้งข้อรังเกียจ และหลายครั้งรุนแรงถึงขั้นรุมฆ่าเจ้าสาว มีหลายครั้งที่ฝ่ายหญิงถูกราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา จากนั้นครอบครัวเจ้าบ่าวจะแจ้งว่าเป็นอุบัติเหตุ…

กรณีศึกษา ทำไมอัตราการก่ออาชญากรรมช่วงปี 1960 – 1990 ในอเมริกา ถึงสูงลิบลิ่ว

ช่วงปี 1960 – 1990 เป็นช่วงที่อเมริกากำลังเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมอย่างหนัก ซึ่งอเมริกาเองก็พยายามอย่างหนักที่จะค้นหาสาเหตและแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ในทุกๆรูปแบบ แต่แล้วหลังปี 1990 อัตราการก่ออาชญากรรมก็ลดลงฮวบฮาบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เรียกได้ว่านักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ นักอาชญาวิทยา นักพฤติกรรมศาสตร์ ต่างก็งงกันเป็นแถบๆ อย่างไรก็ตาม อเมริกาไม่ปล่อยให้สิ่งนี้เป็นปริศนา ว่าอะไรคือสาเหตที่แท้จริงที่ทำให้ปัญหาการก่ออาชญากรรมหายไป ซึ่งจะนำไปสู่ผลที่ว่า ทำไมการก่ออาชญากรรมในช่วงนั้นถึงได้สูงลิบลิ่ว ในช่วงเวลาดังกล่าวอเมริกาพยายามอย่างหนักในการลดปัญหาอาชญากรรมทุกวิถีทาง แต่วิธีไหนเป็นวิธีที่ได้ผลจริงๆกันแน่ เศรษฐกิจที่ดีขึ้น เป็นที่ทราบกันดีช่วงเวลานั้นอเมริกาเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่อเมริกาทุ่มงบประมาณไปมหาศาล ซึ่งคอยซ้ำเดิมปัญหาเศรษฐกิจในช่วงนั้นให้ทรุดลงอีก ตามมาด้วยปัญหาการว่างงานและอื่นๆอีกมาก แต่หลังจากปี 1990 เศรษฐกิจของอเมริกาก็เติบโตแบบก้าวกระโดด เป็นผลให้อัตราการว่างงานลดลงอย่างรวดเร็ว แต่นี่ใช่เหตุผลที่ทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมลดลงจริงๆหรือ? มาลองพิจารณากันดูนะครับ ผลการวิจัยชี้ว่าอัตราการว่างงานที่ลดลง 1% จะลดคดีอาชญากรรมที่ร้ายแรงลงได้ 1% ประเด็นนี้น่าสนใจทีเดียว แต่ความจริงก็คือ ช่วงปี 1990-1999 อัตราการว่างงานลดลงไป 2% แต่คดีอาชญากรรมที่ไม่ร้ายแรงกลับลดลงไปถึง 40%!!!! ซึ่งห่างไกลไปจากทฤษฎีมากทีเดียว แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้อาชญากรรมลดลงไป นอกจากนี้เมื่อเรานำทฤษฎีนี้ไปอธิบายคดีอาชญากรรมร้ายแรงก็จะยิ่งพบความไม่สัมพันธ์กันระหว่างทฤษฎีนี้และอัตราการเกิดอาชญากรรมมากขึ้นเรื่อยๆ (พูดง่ายๆก็นี้ ยิ่งคดีอาชญากรรมร้ายแรงมากขึ้นเท่าไร ตัวเลขนี้ก็จะไม่เป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น) ปัญหาการว่างงานเป็นแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรมบางประเภทเท่านั้น…

1 2 3 7