<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การแพทย์ Archives - A blog</title>
	<atom:link href="https://www.itisablogsite.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.itisablogsite.com/category/การแพทย์/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 11 Apr 2022 10:12:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>

<image>
	<url>https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/cropped-ablog-1-32x32.png</url>
	<title>การแพทย์ Archives - A blog</title>
	<link>https://www.itisablogsite.com/category/การแพทย์/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">112643113</site>	<item>
		<title>อธิบายกลไกการเกิดโรคซึมเศร้าแบบรวบรัดเข้าใจง่ายๆ 5 นาที</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b6%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b6%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Mar 2019 10:46:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=510</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า โรคซึมเศร้า กับ อาการซึมเศร้า นั้นไม่เหมือนกัน อาการซึมเศร้า คือ การที่เรารู้สึกเศร้า แต่พอเวลาผ่านไป เราจะค่อยๆดีขึ้นด้วยตัวเอง แต่โรคซึมเศร้าเกิดจากการที่สารสื่อประสาทในสมองมันผิดปกติ ทำให้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกไม่มีความสุข รู้สึกไร้คุณค่า ไร้ความหมาย เกิดขึ้นได้อย่างไร? โรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งการที่สารสื่อประสาทเราผิดปกติเนี่ย ก็อาจเกิดจากการเผชิญความเครียดความกดดันเป็นเวลานาน โรคเรื้อรังที่เป็น บุคลิกลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ทำให้เครียดหรือผิดหวังได้ง่าย การใช้ยาหรือสารเสพติดบางชนิดรวมถึงแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่กรรมพันธุ์ แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ไม่ว่าต้นตอจะมาจากอะไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันคือ มันทำให้สารสื่อประสาทในสมองเกิดความผิดปกติ คนเป็นโรคซึมเศร้า จะสัมพันธ์กับสารสื่อประสาทในสมอง 3 ตัว คือ Serotonin, Dopamine และ Norepinephrine โดยมักสัมพันธ์กับการลดลงของ Serotonin และ Dopamine ในสมอง ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทแห่งความสุขทั้งคู่ ต้องเข้าใจก่อนว่าสารแห่งความสุขในร่างกายมีหลายตัว แต่จะให้ความสุขในรูปแบบที่แตกต่างกัน serotonin...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b6%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2/">อธิบายกลไกการเกิดโรคซึมเศร้าแบบรวบรัดเข้าใจง่ายๆ 5 นาที</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า โรคซึมเศร้า กับ อาการซึมเศร้า นั้นไม่เหมือนกัน</p>
<p>อาการซึมเศร้า คือ การที่เรารู้สึกเศร้า แต่พอเวลาผ่านไป เราจะค่อยๆดีขึ้นด้วยตัวเอง</p>
<p>แต่โรคซึมเศร้าเกิดจากการที่สารสื่อประสาทในสมองมันผิดปกติ ทำให้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกไม่มีความสุข รู้สึกไร้คุณค่า ไร้ความหมาย</p>
<h2>เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h2>
<p>โรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งการที่สารสื่อประสาทเราผิดปกติเนี่ย ก็อาจเกิดจากการเผชิญความเครียดความกดดันเป็นเวลานาน โรคเรื้อรังที่เป็น บุคลิกลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ทำให้เครียดหรือผิดหวังได้ง่าย การใช้ยาหรือสารเสพติดบางชนิดรวมถึงแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่กรรมพันธุ์ แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ไม่ว่าต้นตอจะมาจากอะไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันคือ มันทำให้สารสื่อประสาทในสมองเกิดความผิดปกติ</p>
<p>คนเป็นโรคซึมเศร้า จะสัมพันธ์กับสารสื่อประสาทในสมอง 3 ตัว คือ Serotonin, Dopamine และ Norepinephrine โดยมักสัมพันธ์กับการลดลงของ Serotonin และ Dopamine ในสมอง ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทแห่งความสุขทั้งคู่</p>
<p>ต้องเข้าใจก่อนว่าสารแห่งความสุขในร่างกายมีหลายตัว แต่จะให้ความสุขในรูปแบบที่แตกต่างกัน</p>
<p>serotonin จะสุขแบบ รู้สึกดี มีคุณค่า มีความหมาย เป็นคนสำคัญ คนพิเศษ</p>
<p>dopamine จะสุขแบบ ทำอะไรประสบความสำเร็จ สอบติดคณะที่หวัง ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เล่นกีฬาทำลายสถิติที่ตั้งใจไว้</p>
<p>endorphine จะสุขแบบ ฟินๆ เหมือนเวลาออกกำลังกายมาเหนื่อยๆแล้วรู้สึกสดชื่น</p>
<p>oxytocin จะสุขแบบ ความผูกพันธ์ เหมือนแม่กับลูก สบายใจเวลาอยู่กับคนสนิท</p>
<p>แต่ที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าหลักๆจะมี Serotonin และ Dopamine เท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจหากคนเป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึก ไร้ค่า ไร้ความหมาย หมดความหวัง ไม่มีกำลังใจ ไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อสู้</p>
<p>และต้องเข้าใจว่า การที่สารสื่อประสาททำงานได้ต้องมีตัวรับ (Receptor) ถ้าไม่มีตัวรับสารสื่อประสาทก็ทำอะไรเราไม่ได้ เหมือนทำไมเราเอาออกซินซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช มาฉีดในคน ตัวเราถึงไม่เห็นโตขึ้น ก็เพราะว่าเราไม่มีตัวรับฮอร์โมนออกซินเหมือนในพืช (จริงๆฮอร์โมนและสารสื่อประสาทไม่เหมือนกัน แต่การที่จะทำงานได้ ตั้งอาศัยตัวรับเหมือนกัน ดังนั้นจึงยกตัวอย่างฮอร์โมนพืช เพื่อเห็นภาพง่ายๆ เพราะในพืชไม่มีสารสื่อประสาท)</p>
<p>ทีนี้ เวลาสมองเรามีสารสื่อประสาทมากเกินไปหรือขาดสารสื่อประสาท ร่างกายอาจปรับตัวโดยการเพิ่มหรือลดตัวรับสารสื่อประสาทนั้นในสมองก็ได้</p>
<p>ยกตัวอย่าง เวลามีสารสื่อประสาทมากเกินไปแล้วร่างกายพยายามลดตัวรับสารสื่อประสาท เช่น ยาบ้า การกินยาบ้า ทำให้ dopamine เรามีท่วมสมอง ร่างกายเราเลยลดปริมาณตัวรับลง เพื่อไม่ให้รับผลจาก dopamine มากเกินไป ทำให้ในครั้งต่อๆไปต้องใช้ยาบ้าในปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะมีความสุชได้เท่าเดิม</p>
<p>แต่ในกรณีของซึมเศร้านั้นตรงกันข้ามครับ คือ เมื่อสารสื่อประสาทอย่าง serotonin และ dopamine ลดลง ร่างกายเราปรับตัวด้วยการลดตัวรับสารสื่อประสาทนั้นลง พอตัวรับลด ก็มีความสุขได้น้อยลง เมื่อไม่มีความสุข serotonin หรือ dopamine ก็ยิ่งน้อย พอยิ่งน้อยตัวรับก็ยิ่งลด เหมือนหัวรถจักรที่เคลื่อนที่แบบอัตราเร่งไปเรื่อยๆ คนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจึงไม่รู้สึกมีความสุขเลย แม้ว่าจะพยายามทำสิ่งที่ชอบขนาดไหนก็ตาม</p>
<h2>การรักษา</h2>
<p>วิธีรักษาใช้กันมากที่สุดคือ กินยา หลักการของยาต้านซึมเศร้า จะเหมือนๆกันหมด คือไปเพิ่มสารสื่อประสาทที่เราขาดในสมอง แต่ไม่ใช่ว่าเพิ่มแล้ว จะหายเลย ไม่ใช่ มันต้องใช้เวลา เพราะตัวรับมันหายไปเยอะแล้ว ต่อให้มีสารสื่อประสาทที่ขาดท่วมสมอง เมื่อไม่มีตัวรับก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องใช้ยาให้มีสารสื่อประสาทที่ขาดท่วมอยู่ในสมอง จนตัวรับค่อยๆฟื้นตัวกลับมา ซึ่งอาจต้องใช้เวลา เป็นเดือน เป็นปี ดังนั้นจึงต้องอดทนครับ เพราะการรักษานั้นใช้เวลา นอกจากนี้การที่ยาต้านซึมเศร้ามักไปยุ่งกับสารสื่อประสาทในสมองทำให้มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก หลายคนทนผลข้างเคียงไม่ไหว บวกกับทานยาแล้วรู้สึกไม่ดีขึ้นสักที เลยถอดใจไปซะก่อน ความจริงแล้วมันดีขึ้นครับ เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาสัก 2 เดือน จึงจะเริ่มเห็นผล ส่วนผลข้างเคียงบางอย่างเมื่อทานยาไปนานๆ เราจะค่อยๆทนต่อผลข้างเคียงได้เอง แต่หากทนไม่ไหวก็บอกหมอที่ทำการรักษาเพื่อเปลี่ยนยาที่ใช้ในการรักษาได้ครับ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" data-attachment-id="512" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b6%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2/attachment/alone-depress/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/alone-depress.jpg" data-orig-size="960,639" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="alone-depress" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/alone-depress-300x200.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/alone-depress.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-512" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/alone-depress.jpg" alt="" width="960" height="639" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/alone-depress.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/alone-depress-300x200.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/alone-depress-768x511.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/alone-depress-480x320.jpg 480w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<h2>มีหนังสือเกี่ยวกับซึมเศร้าดีๆไหม</h2>
<p>มีหนังสือหลายเล่มเหมือนกันที่เขียนเกี่ยวกับซึมเศร้าไว้ เนื้อหาก็มีตั้งแต่เบาๆอ่านสบายๆจึงถึงค่อนข้างหนักออกแนววิชาการนิดๆ</p>
<h4><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claac6j">เล่มแรก ฮาวทู(ซึม)เศร้า คู่มือคนเศร้าฉบับอ่านสนุกที่สุด</a></span></h4>
<p>เล่มนี้จะจะเบาๆ เหมือนมีเพื่อนที่มีประสบการณ์เดียวกันคอยอยู่เคียงข้าง เนื้อหาเข้าใจง่าย แฝงด้วยแง่คิด</p>
<h4><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claacbx">เล่มสอง เป็นคนธรรมดาแต่ว่า&#8230;ซึมเศร้านิดหน่อย</a></span></h4>
<p>เล่มที่สองนี้ จะออกแนวอ่านเพลินๆ เป็นเรื่องราวของนักดนตรีสาวที่เผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้ามานานนับสิบปี จนตัดสินใจเขารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชและเขียนเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด</p>
<h4><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claacdd">เล่มที่สาม ซึมเศร้า เล่าได้</a></span></h4>
<p>เล่มนี้เรียบเรียงได้ค่อนข้างดี โดย plot เรื่องทุกคนจะร่วมเดินทางไปกับ “ฉัน” และเจ้าแมวดำ หางขดที่ชื่อ “ตัวเศร้าซึม” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรคซึมเศร้า ที่จะพาไปรู้จักและทำความ เข้าใจ “โรคซึมเศร้า” ตั้งแต่อาการบอกเหตุ การประเมินเบื้องต้น หนทางการรักษา ไปจนถึง การรับมือกับคนใกล้ตัวที่เป็นโรคนี้ ด้วยภาษาและภาพประกอบอ่านง่าย เป็นมิตร พร้อม คำแนะนำที่ปฏิบัติได้จริง</p>
<h4><a href="https://invol.co/claacjk"><span style="color: #0000ff;">เล่มที่ 4 คู่มือเอาชนะภาวะสติแตก</span></a></h4>
<p>เล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวกับซึมเศร้าโดยตรง แต่จะโฟกัสไปที่อาการ panic และอาการวิตกกังวลต่างๆ เล่มนี้เนื้อหาจะค่อนข้างเข้มข้นกว่า 3 เล่มแรก เขียนโดย &#8220;ดร. แคลร์ วีกส์&#8221; แพทย์ผู้บุกเบิกด้านการรักษาอาการวิตกกังวลตามหลักการบำบัดความคิดและพฤติกรรม ซึ่งจะช่วยบอกเราว่าจะรับมืออาการวิตกกังวลต่างๆได้อย่างมีสติได้อย่างไร</p>
<h4><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claacou">เล่ม 5 ศาสตร์และศิลป์การบำบัดดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า</a></span></h4>
<p>เล่มนี้เขียนโดย รศ.ดร. สายฝน เอกวรางกูร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิตโดยตรง เนื้อหาเล่มนี้จะค่อนข้างหนักสักหน่อย เนื้อหาครั้งแรกมุ่งทำความเข้าใจหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ เนื้อหาครั้งหลังเป็นการปฏิบัติการบำบัดดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า โดยมุ่งหวังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อการบำบัดดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b6%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2/">อธิบายกลไกการเกิดโรคซึมเศร้าแบบรวบรัดเข้าใจง่ายๆ 5 นาที</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b6%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">510</post-id>	</item>
		<item>
		<title>DeepMind ประสบความสำเร็จในการตรวจเบาหวานขึ้นตา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/deepmind-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/deepmind-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Dec 2016 20:25:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=232</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากข่าว : https://www.blognone.com/node/87711 DeepMind เป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ google ซึ่งเคยเอาชนะอดีตแชมป์หมากล้อมของโลกมาแล้ว ปัญญาประดิษฐ์คืออะไร ปัญญาประดิษฐ์คือปัญญาของสิ่งไม่มีชีวิต หรือพูดง่ายๆก็คือเป็นโปรแกรมของเครื่องจักรที่สามารถเรียนรู้เองได้เหมือนมนุษย์ คราวนี้ DeepMind ถูกฝึกให้แยกแยะภาวะเบาหวานขึ้นตา โดยใช้รูปภาพด้านหลังของดวงตากว่า 128,000 ภาพ ในการฝึก ผลคือการตรวจสอบมีความแม่นยำและถูกต้องเทียบเท่ากับการตรวจโดยจักษุแพทย์ ในอนาคตอาจมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยคัดกรองผู้ที่มีภาวะเบาหวานขึ้นตา เพื่อลดภาระงานของจักษุแพทย์ได้</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/deepmind-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2/">DeepMind ประสบความสำเร็จในการตรวจเบาหวานขึ้นตา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากข่าว : <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://www.blognone.com/node/87711">https://www.blognone.com/node/87711</a></strong></span></span></p>
<p>DeepMind เป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ google ซึ่งเคยเอาชนะอดีตแชมป์หมากล้อมของโลกมาแล้ว</p>
<p>ปัญญาประดิษฐ์คืออะไร<br />
ปัญญาประดิษฐ์คือปัญญาของสิ่งไม่มีชีวิต หรือพูดง่ายๆก็คือเป็นโปรแกรมของเครื่องจักรที่สามารถเรียนรู้เองได้เหมือนมนุษย์</p>
<p>คราวนี้ DeepMind ถูกฝึกให้แยกแยะภาวะเบาหวานขึ้นตา โดยใช้รูปภาพด้านหลังของดวงตากว่า 128,000 ภาพ ในการฝึก ผลคือการตรวจสอบมีความแม่นยำและถูกต้องเทียบเท่ากับการตรวจโดยจักษุแพทย์</p>
<p>ในอนาคตอาจมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยคัดกรองผู้ที่มีภาวะเบาหวานขึ้นตา เพื่อลดภาระงานของจักษุแพทย์ได้</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="233" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/deepmind-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2/attachment/pexels-photo/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/12/pexels-photo.jpg" data-orig-size="650,650" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="pexels-photo" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/12/pexels-photo-300x300.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/12/pexels-photo.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-233" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/12/pexels-photo.jpg" alt="ดวงตา" width="650" height="650" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/12/pexels-photo.jpg 650w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/12/pexels-photo-150x150.jpg 150w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/12/pexels-photo-300x300.jpg 300w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/deepmind-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2/">DeepMind ประสบความสำเร็จในการตรวจเบาหวานขึ้นตา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/deepmind-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">232</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เทคโนโลยีลบความทรงจำ ความฝันที่ใกล้เป็นจริง</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Aug 2016 13:06:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=195</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราคงรับรู้เรื่องลบความทรงจำจากนิยายหรือหนังแนว sci-fi กันมาบ้าง แต่ช่วง 2-3 ปี มันเริ่มไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหนังหรือนิยายซะแล้วสิ มีการตีพิมพ์ในวารสาร Psychonomic Bulletin &#38; Review ว่าสามารถใช้เครื่อง fMRI (functional magnetic resonance imaging) ตรวจสอบความเชื่อมโยงความทรงจำ ทำให้เราสามารถมองเห็นการเชื่อมโยงของความทรงจำทั้งที่ดีและไม่ดีได้ จากแนวคิดข้างต้น จึงนำมาสู่แนวคิดการลดความเชื่อมโยงของความทรงจำที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งนำไปสู่การลบความทรงจำได้ ปี 2014 นิตยสาร Time ตีพิมพบทความชื่อว่า &#8220;Erasing Bad Memories May Soon Be Possible&#8221; ซึ่งพูดถึงว่าเทคโนโลยีลบความจำใกล้จะใช้ได้แล้วในอีกไม่นาน ปัจจุบันที่ใช้กันอยู่มี 2 เทคโนโลยีคือ Optogenetics ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ในหนู โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยกำหนดจุดของความทรงจำที่ดีหรือแย่ จากนั้นก็ฉายแสงเลเซอร์ลงไปยังจุดของความทรงจำดังกล่าวเพื่อกำจัดความเชื่อมโยง ใช้แก๊ส Xenon โดย...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%a7/">เทคโนโลยีลบความทรงจำ ความฝันที่ใกล้เป็นจริง</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราคงรับรู้เรื่องลบความทรงจำจากนิยายหรือหนังแนว sci-fi กันมาบ้าง แต่ช่วง 2-3 ปี มันเริ่มไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหนังหรือนิยายซะแล้วสิ</p>
<p>มีการตีพิมพ์ในวารสาร Psychonomic Bulletin &amp; Review ว่าสามารถใช้เครื่อง fMRI (functional magnetic resonance imaging) ตรวจสอบความเชื่อมโยงความทรงจำ ทำให้เราสามารถมองเห็นการเชื่อมโยงของความทรงจำทั้งที่ดีและไม่ดีได้<span id="more-195"></span></p>
<p>จากแนวคิดข้างต้น จึงนำมาสู่แนวคิดการลดความเชื่อมโยงของความทรงจำที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งนำไปสู่การลบความทรงจำได้</p>
<p>ปี 2014 นิตยสาร Time ตีพิมพบทความชื่อว่า &#8220;Erasing Bad Memories May Soon Be Possible&#8221; ซึ่งพูดถึงว่าเทคโนโลยีลบความจำใกล้จะใช้ได้แล้วในอีกไม่นาน ปัจจุบันที่ใช้กันอยู่มี 2 เทคโนโลยีคือ</p>
<ol>
<li>Optogenetics ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ในหนู โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยกำหนดจุดของความทรงจำที่ดีหรือแย่ จากนั้นก็ฉายแสงเลเซอร์ลงไปยังจุดของความทรงจำดังกล่าวเพื่อกำจัดความเชื่อมโยง</li>
<li>ใช้แก๊ส Xenon โดย Xenon จะไปจับกับ NMDA receptor ในสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงความทรงจำและการเรียนรู้ แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือ Xenon มีราคาแพง และหากจะใช้ให้ผลต้องใช้ในปริมาณมาก</li>
</ol>
<h2>แล้วการลบความทรงจำมีประโยชน์อะไรในทางการแพทย์</h2>
<p>ความทรงจำมีทั้งที่ดี และแย่ ความทรงจำที่แย่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้คนจำนวนมาก เช่น ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืน อุบัติเหตุ ถูกคุกคาม ความผิดพลาดของตัวเองในอดีต ทหารผ่านศึกที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่เลวร้าย เป็นต้น โรคจิตเภทหลายอย่างก็มีสาเหตุมาจากความทรงจำที่เลวร้าย ดังนั้นการลบความทรงจำบางส่วนออกไป จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบางคนที่ต้องประสบกับความทรงจำอันเลวร้าย จนมีปัญหาทางกายและจิตใจ รวมไปถึงการใช้ชีวิต อย่างไรก็ดีตอนนี้เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระดับห้องทดลองเท่านั้น ยังไม่เคยมีการนำมาศึกษาในมนุษย์ และหากเทคโนโลยีสำเร็จขึ้นมาจริง ก็จะมีทั้งคุณและโทษขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้นำไปใช้ครับ</p>
<p>เรียบเรียงใหม่จากเพจ <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://www.facebook.com/mktpharmacist/photos/a.347512865327349.78244.345909295487706/1058989257513036/?type=3">เภสัชกรการตลาด &#8211; Marketing Pharmacist</a></strong></span></span></p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="196" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%a7/attachment/photo-256887_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/08/photo-256887_960_720.jpg" data-orig-size="960,635" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="ลบความทรงจำ" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/08/photo-256887_960_720-300x198.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/08/photo-256887_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-196" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/08/photo-256887_960_720.jpg" alt="ลบความทรงจำ อดีต เลวร้าย" width="960" height="635" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/08/photo-256887_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/08/photo-256887_960_720-300x198.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/08/photo-256887_960_720-768x508.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%a7/">เทคโนโลยีลบความทรงจำ ความฝันที่ใกล้เป็นจริง</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">195</post-id>	</item>
		<item>
		<title>นอนเยอะเกินก็เป็นเบาหวานได้</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Jul 2016 09:33:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[การนอน]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=177</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นที่เชื่อกันมานานว่าการอดนอน ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่เค้าจะเชื่อเช่นนั้น มีงานวิจัยหลายงานสนับสนุนว่าการอดนอน การนอนไม่พอ มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวาน ยกตัวอย่างเช่น Associations between sleep loss and increased risk of obesity and diabetes (กดที่ลิ้งเพื่อดูรายงานการวิจัยต้นฉบับ) Shorter Sleep Duration is Associated with Decreased Insulin Sensitivity in Healthy White Men (กดที่ลิ้งเพื่อดูรายงานการวิจัยต้นฉบับ) Impact of sleep and sleep loss on glucose homeostasis and appetite...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/">นอนเยอะเกินก็เป็นเบาหวานได้</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นที่เชื่อกันมานานว่าการอดนอน ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่เค้าจะเชื่อเช่นนั้น มีงานวิจัยหลายงานสนับสนุนว่าการอดนอน การนอนไม่พอ มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวาน ยกตัวอย่างเช่น<span id="more-177"></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4394987/pdf/nihms150220.pdf">Associations between sleep loss and increased risk of obesity and diabetes</a></strong></span></span> (กดที่ลิ้งเพื่อดูรายงานการวิจัยต้นฉบับ)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4288603/">Shorter Sleep Duration is Associated with Decreased Insulin Sensitivity in Healthy White Men </a></strong></span></span>(กดที่ลิ้งเพื่อดูรายงานการวิจัยต้นฉบับ)</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2084401/">Impact of sleep and sleep loss on glucose homeostasis and appetite regulation</a> </strong></span>(กดที่ลิ้งเพื่อดูรายงานการวิจัยต้นฉบับ)</p>
<p>และรายงานการวิจัยอื่นๆอีกมากมายตลอดระยะเวลา 30 ปี ที่พบว่าการอดนอน มีความพันธ์กับโรคเบาหวานในหลายๆกลไก คุณลองพิมพ์คำว่า sleep loss diabetes, shorter sleep duration diabetes, less sleep diabetes หรือ lack sleep glucose ลงในช่องค้นหาของ google scholar หรือ pubmed ดู คุณจะพบรายงานการวิจัยทำนองนี้จนอ่านกันไม่หวาดไม่ไหวเลย</p>
<h2>แต่นอนมากก็เป็นเบาหวานได้</h2>
<p>แม้ว่านักวิจัยจะเชื่อกันมาช้านานว่า การนอนน้อย หรือการนอนไม่พอ เป็นสาเหตุของเบาหวาน แต่ล่าสุด Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism ก็ได้ตีพิมพ์รายงานการวิจัยเรื่อง <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://press.endocrine.org/doi/pdf/10.1210/jc.2016-1045">The Association Between Sleep Duration, Insulin Sensitivity, and B-Cell Function</a></strong></span></span><span style="color: #333333;"> ซึ่งพบว่า การนอนมากเกินไป ก็ทำให้เป็นเบาหวานได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายนี้ พบในเฉพาะผู้ชายเท่านั้น</span></p>
<p>การศึกษานี้พบว่าการนอนมากเกินอาจส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานโดย การนอนมาก ทำให้เซลล์ในร่างกายตอบสนองต่อ insulin ลดลง</p>
<h3>นอนเท่าไรจึงพอดี</h3>
<p>สำหรับผู้ชายนั้นการนอน 7 ชั่วโมงต่อวัน เป็นการนอนที่เหมาะสมที่สุด หากนอนน้อยกว่านี้ หรือมากกว่านี้ อาจมีผลให้น้ำตาลในเลือดสูง และอาจทำให้เป็นเบาหวานได้ แต่สำหรับผู้หญิงนั้น หลายๆการศึกษาพบว่าไม่ว่าผู้หญิงจะนอนมากหรือนอนน้อย ก็ไม่ค่อยส่งผลต่อระดับในเลือดเท่าไรนัก</p>
<h3>ทำไมผู้หญิงจะนอนมากหรือนอนน้อยก็ไม่พบความสัมพันธ์กับเบาหวาน</h3>
<p>นักวิจัยเชื่อว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น อาจเกิดการที่ผู้ชายมักมี sleep apnoea (ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ) มากกว่าผู้หญิง ทำให้ผู้ชายมีปริมาณการนอนที่มีคุณภาพน้อยกว่าผู้หญิง ในขณะที่ผู้หญิงจะมี slow-wave sleep (NREM ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มีการหลับลึก) ในขณะนอนมากกว่า ทำให้การนอนของผู้หญิงมีคุณภาพมากกว่าและ restorative ได้มากกว่า อย่างไรก็ตามเรื่องคำถามที่ว่า ทำไมผู้หญิงจะนอนมากหรือนอนน้อยก็ไม่พบความสัมพันธ์กับเบาหวาน นับว่าเป็นคำถามที่ต้องการการศึกษาเพื่อหาสาเหตุและตอบคำถามนี้เพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p>ที่มา</p>
<ol>
<li>The Association Between Sleep Duration, Insulin Sensitivity, and B-Cell Function: The EGIR-RISC Study, F Rutters et al, Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.medscape.com/viewarticle/865647">http://www.medscape.com/viewarticle/865647</a></strong></span></span></li>
</ol>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="178" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/attachment/child-164454_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/child-164454_960_720.jpg" data-orig-size="476,720" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="เด็ก ของหวาน" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/child-164454_960_720-198x300.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/child-164454_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-178" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/child-164454_960_720.jpg" alt="ลูกอม เบากวาน การนอน" width="476" height="720" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/child-164454_960_720.jpg 476w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/child-164454_960_720-198x300.jpg 198w" sizes="(max-width: 476px) 100vw, 476px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/">นอนเยอะเกินก็เป็นเบาหวานได้</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">177</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Superbug เชื้อดื้อยาที่ยากจะรักษา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Jul 2016 21:11:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[Superbug]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อดื้อยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=171</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นไข้ ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ ปวดหัว ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ เจ็บคอ ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ และยาแก้อักเสบที่คนไข้อยากได้นั้น ก็ต้องเป็นเม็ดแคปซูลสีเขียวฟ้ามั่ง สีดำแดงมั่ง และอื่นๆ ซึ่งท่านรู้ไหมว่า ทำไมหมอถึงไม่จ่าย และท่านรู้ไหมว่ามันไม่ใช่ยาแก้อักเสบ คำว่ายาแก้อักเสบที่คนทั่วไปเข้าใจจะหมายถึงยาฆ่าเชื้อ แต่ในวงการแพทย์ เค้าไม่เรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบนะครับ ยาฆ่าเชื้อในหลายๆครั้งเรียกว่ายาปฏิชีวนะ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า antibiotics อย่างไรก็ดีคำว่ายาฆ่าเชื้อนั้นครอบคลุมกว่า เพราะยาฆ่าเชื้อบางตัวไม่ได้จัดว่าเป็นยาปฏิชีวนะก็มี แต่ยาแก้อักเสบ ในวงการแพทย์เค้าจะหมายถึงยาที่สามารถลดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งมักจะหมายถึงยาในกลุ่ม NSAIDs หรือยากลุ่ม Steroid ซะเป็นส่วนมาก ส่วนที่ว่าทำไมหมอไม่จ่ายนั้น นั่นก็อาจเป็นเพราะหมอเค้าเห็นว่ายังไม่จำเป็น และอาจทำให้เชื้อดื้อยานั่นเอง การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยที่ไม่จำเป็นนั้นจะทำให้เชื้อดื้อยาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่แน่ๆตอนนี้มันรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้มาก และในตอนนี้ ได้เกิดเชื้อดื้อยาอย่างสมบูรณ์แบบ หรือใกล้สมบูรณ์แบบที่เรียกว่า Superbug ขึ้นมาแล้ว จริงๆแล้วเรื่องเชื้อดื้อยาผมเคยเขียนไว้แล้วครั้งนึง เรื่อง เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ แต่ในบทความนี้จะพูดในแง่มุมที่ต่างออกไปนะครับ Superbug คืออะไร...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/">Superbug เชื้อดื้อยาที่ยากจะรักษา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นไข้ ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ</p>
<p>ปวดหัว ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ</p>
<p>เจ็บคอ ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ</p>
<p>และยาแก้อักเสบที่คนไข้อยากได้นั้น ก็ต้องเป็นเม็ดแคปซูลสีเขียวฟ้ามั่ง สีดำแดงมั่ง และอื่นๆ</p>
<p>ซึ่งท่านรู้ไหมว่า ทำไมหมอถึงไม่จ่าย และท่านรู้ไหมว่ามันไม่ใช่ยาแก้อักเสบ<span id="more-171"></span></p>
<p>คำว่ายาแก้อักเสบที่คนทั่วไปเข้าใจจะหมายถึงยาฆ่าเชื้อ แต่ในวงการแพทย์ เค้าไม่เรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบนะครับ ยาฆ่าเชื้อในหลายๆครั้งเรียกว่ายาปฏิชีวนะ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า antibiotics อย่างไรก็ดีคำว่ายาฆ่าเชื้อนั้นครอบคลุมกว่า เพราะยาฆ่าเชื้อบางตัวไม่ได้จัดว่าเป็นยาปฏิชีวนะก็มี แต่ยาแก้อักเสบ ในวงการแพทย์เค้าจะหมายถึงยาที่สามารถลดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งมักจะหมายถึงยาในกลุ่ม NSAIDs หรือยากลุ่ม Steroid ซะเป็นส่วนมาก</p>
<p>ส่วนที่ว่าทำไมหมอไม่จ่ายนั้น นั่นก็อาจเป็นเพราะหมอเค้าเห็นว่ายังไม่จำเป็น และอาจทำให้เชื้อดื้อยานั่นเอง การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยที่ไม่จำเป็นนั้นจะทำให้เชื้อดื้อยาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่แน่ๆตอนนี้มันรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้มาก และในตอนนี้ ได้เกิดเชื้อดื้อยาอย่างสมบูรณ์แบบ หรือใกล้สมบูรณ์แบบที่เรียกว่า Superbug ขึ้นมาแล้ว</p>
<p>จริงๆแล้วเรื่องเชื้อดื้อยาผมเคยเขียนไว้แล้วครั้งนึง เรื่อง <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.itisablogsite.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5/">เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</a></strong></span><span style="color: #000000;"> <span style="color: #333333;">แต่ในบทความนี้จะพูดในแง่มุมที่ต่างออกไปนะครับ</span></span></p>
<h2>Superbug คืออะไร</h2>
<p>สำหรับคำว่า Superbug นั้นมาจากคำว่า bug ซึ่ง bug ในการแพทย์เป็นศัพท์แสลงหมายถึงเชื้อโรค ซึ่งเชื้อที่ก่อโรคในร่างกายเรานั้นมี 4 พวกคือเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ และไวรัส คำว่า Superbug จึงหมายถึงเชื้อดื้อยาเยอะและรุนแรงมาก ซึ่งดื้อยาเกือบทุกชนิดหรือแทบจะทุกชนิดเลยก็ว่าได้ แต่คำว่า Superbug ที่ใช้กันอยู่ ณ ตอนนี้จะหมายถึงเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก เพราะตอนนี้เชื้อที่มีปัญหาดื้อยารวดเร็วและรุนแรงคือเชื้อแบคทีเรีย ส่วนเชื้อเชื้อราและพยาธิมักไม่ค่อยมีปัญหาเชื้อดื้อยา อาจเป็นเพราะเราไม่ค่อยได้ใช้ยาฆ่าเชื้อพวกเชื้อราและพยาธิบ่อยนัก แล้วตัวเชื้อเองก็ไม่ได้มีการปรับตัวและสร้างยีนดื้อยาได้เร็วเท่าแบคทีเรีย ส่วนไวรัสนั้น เรายังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัส แต่เรามียาต้านไวรัส ซึ่งช่วยรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสได้ อย่างไรก็ดี ไวรัสก็มีพบการดื้อยาบ้าง มักพบในผู้ป่วย HIV ที่ทานยาไม่ตรงเวลา หรือไม่ยอมทานยาต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้ดื้อยาถึงขั้นเป็น Superbug คำว่าจึงหมายถึงแบคทีเรียดื้อยาเป็นหลัก</p>
<h2>รู้ว่าเชื้อดื้อยา ทำไมไม่เร่งวิจัยยา</h2>
<p>หากเรามองยาเป็นสินค้า ก็คงจะไม่ผิดนักที่จะพูดว่ายาก็เป็นสินค้าที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง การวิจัยและพัฒนายาสักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการทดลองฤทธิ์ในหลอดทดลอง ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง ทดลองในสัตว์ทดลอง ทดลองในอาสาสมัครขนาดเล็ก แล้วค่อยๆทดสอบในอาสาสมัครกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมั่นใจได้ว่ายาตัวนั้นมีประสิทธิภาพจริงๆ มีประสิทธิภาพที่ดีกว่ายาตัวก่อน (หรือไม่ก็ต้องมีข้อดีมากกว่าสักอย่าง) มีความพิษทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จากนั้นจึงพัฒนาสูตรตำรับและขึ้นทะเบียน ซึ่งกระบวนการพัฒนานี้ใช้เงินและเวลามหาศาล ในการพัฒนายาตัวนึงมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญ และใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 ปี ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่การพัฒนาของยา จะไม่ทันการพัฒนาของเชื้อโรค อีกทั้งบริษัทยาเอง ก็ไม่ค่อยอยากทุ่มเงินไปกับการวิจัยยาฆ่าเชื้อ เนื่องจากยาฆ่าเชื้อ เมื่อออกสู่ท้องตลาดแล้ว กว่าจะได้ขายในตลาด mass ต้องรอนาน ดีไม่ดียาหมดสิทธิบัตรซะก่อนจึงได้ขาย เพราะต้องมีการกันยาตัวใหม่ไว้เป็นไม้ตายเวลาเจอเจ้า Superbug เนี่ยแหละ ทำให้ยาในกลุ่มยาฆ่าเชื้อทำกำไรได้น้อยกว่ายาที่ผู้ป่วยต้องกินต้องใช้เป็นประจำ อย่างพวกยาเบาหวาน ความดันมาก</p>
<p>แม้ว่าการวิจัยยาจะใช้เวลานาน และบริษัทยาไม่ค่อยอยากวิจัยกันเท่าไรนัก แต่ก็พอมีทางออกอยู่บ้าง เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ Superbug เป็นปัญหาระดับโลก กฏต่างๆจะผ่อนคลายลงเพื่อให้เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนาให้สามารถทำได้เร็วขึ้น เหมือนยาเอดส์และยามะเร็งที่ใช้เวลาในการวิจัยเฉลี่ยอยู่ที่ 6-8 ปี แต่ก็ต้องแลกมากับข้อมูลความปลอดภัยที่ไม่ครบถ้วนเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ถ้าถึงวันนั้นแล้ว ความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยที่อาจน้อยลงก็เป็นอะไรที่ยอมรับได้ เมื่อพิจารณาจากความคุ้มค่าจากการที่ต้องสูญเสียไปกับเชื้อดื้อยา และเมื่อมันกลายเป็นปัญหาระดับโลก บวกกับกฏต่างๆผ่อนคลายลงบริษัทยาก็จะมีความสนใจในการวิจัยและพัฒนายาในกลุ่มนี้มากขึ้น เพราะใช้ต้นทุนที่น้อยลง แต่ขายได้ราคาสูงขึ้น</p>
<h2>สถานการณ์ Superbug ตอนนี้เป็นอย่างไร</h2>
<p>ตอนนี้ที่เป็นข่าวดังๆ มีพบที่จีนและอเมริกา อย่างไรก็ดีตอนนี้เชื้อ Superbug ยังมีไม่เยอะถึงขั้นเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานจะมี Superbug เกินกว่าที่จะรับมือไหว</p>
<h2>Superbug เกิดขึ้นได้อย่างไร</h2>
<p>เชื้อแบคทีเรียก็เหมือนสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะฉะนั้นเวลามันเจอกับยา มันก็ต้องมีตัวที่ตาย และตัวที่แข็งแรงที่อยู่รอดได้ แล้วเจ้าตัวที่อยู่รอด พอมันแพร่พันธุ์ รุ่นลูก รุ่นหลานของมันก็กลายเป็นเชื้อดื้อยา ยาแต่ละตัวนั้นมีอวัยวะเป้าหมายที่มันจะเข้าไปฆ่าเชื้อได้ไม่เหมือนกัน คือยามีการ distribution ไปคนละส่วนของร่างกายไม่เหมือนกัน และไม่มียาตัวไหนฆ่าเชื้อทุกตัวได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีเชื้อโรคหลงเหลือในส่วนอื่นที่ยาไปไม่ถึง หรือฆ่าไม่ได้ ทำให้มีเชื้อโรคที่รอดตายและเมื่อสัมผัสกับยาบ่อยๆก็พัฒนาตัวเองเป็นเชื้อดื้อยา ดังนั้นยิ่งเราใช้ยาฆ่าเชื้อมาก ก็ยิ่งพบเชื้อดื้อยามากขึ้นตามไปด้วย</p>
<h2>จะแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา หรือ Superbug ได้อย่างไร</h2>
<p>การแก้ปัญหา Superbug คือใช้ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะให้น้อยที่สุด ใช้ยาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ใช่เฉพาะกับแพทย์เท่านั้น ตัวคนไข้เองก็ต้องใช้ยาให้ถูกต้อง ปัญหาของบ้านเราคือ เวลาเราป่วย เราชอบขอยาแก้อักเสบ (ซึ่งยาแก้อักเสบในความหมายของคนทั่วไปคือยาปฏิชีวนะ) เมื่อได้มาแล้ว ก็กินยาไม่ครบ มักจะกินพออาการทุเลาเท่านั้น พออาการเจ็บป่วยหายไปก็หยุดทาน วนไปอย่างนี้ จนเกิดเชื้อดื้อยารุนแรงในที่สุด และเมื่อเราติดเชื้อจากคนที่มีเชื้อดื้อยา ก็ทำให้เราติดเชื้อดื้อยาไปด้วย ระลึกไว้เสมอว่า ยาปฏิชีวนะ ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และต้องใช้ให้ถูกต้อง</p>
<p>การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา ไม่ใช่แก้เฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น แต่รวมถึงภาคการเกษตร และปศุสัตว์ที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะด้วย ผมไม่ทราบว่าทางฝั่งภาคการเกษตร และปศุสัตว์มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร  แต่เท่าที่ทราบ การดื้อยาในสัตว์พบสูงกว่า 90% ซึ่งสถานการณ์รุนแรงกว่าคนมาก</p>
<h2>จะเกิดอะไรขึ้นหากมี Superbug มากๆ</h2>
<p>เอาจริงๆ คงไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ แต่ถ้าให้เดา สถานการณ์ มันก็คงไม่ต่างอะไรจากตอนเราไม่มียาปฏิชีวนะ ผมมีรูปนึงให้ดูครับ</p>
<figure style="width: 550px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/b7/Population_curve.svg/550px-Population_curve.svg.png" alt="File:Population curve.svg" width="550" height="325" /><figcaption class="wp-caption-text">รูปภาพจาก <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://en.wikipedia.org/wiki/File:Population_curve.svg">https://en.wikipedia.org/wiki/File:Population_curve.svg</a></strong></span></span></figcaption></figure>
<p>รูปนี้แสดงปริมาณของประชากรโลก จะเห็นได้ว่ามนุษย์พึ่งจะมีประชากรประมาณ 1 ล้านคน ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1700 &#8211; 1800 เท่านั้นเอง แล้วพอหลังจากที่เราค้นพบยาปฏิชีวนะและใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายในช่วงประมาณปี ค.ศ.1940 จำนวนประชากรโลกก็เพิ่มขึ้นเป็น 7000 ล้านคน แบบนี้น่าจะพอบอกใบ้เราได้คร่าวๆนะครับ ว่าในวันที่เราไม่มียาปฏิชีวนะอีกต่อไป เราต้องสูญเสียมากมายขนาดไหน</p>
<div class="fb-video" data-allowfullscreen="true" data-href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/videos/1112923682097886/" style="background-color: #fff; display: inline-block;"></div>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ Video จาก <span style="text-decoration: underline;"><strong><span class="fwn fcg" style="color: #0000ff;"><span class="fwb fcg" data-ft="{&quot;tn&quot;:&quot;k&quot;}"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/?fref=nf" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=435245623199032&amp;extragetparams=%7B%22fref%22%3A%22nf%22%7D">Mahidol Channel</a></span></span></strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" data-attachment-id="174" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/attachment/monster-701992_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720.jpg" data-orig-size="960,678" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="Superbug-monster" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720-300x212.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-174" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720.jpg" alt="Superbug monster" width="960" height="678" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720-300x212.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720-768x542.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/">Superbug เชื้อดื้อยาที่ยากจะรักษา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">171</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Calcium กับการเกิดโรคหัวใจ</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/calcium-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/calcium-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jun 2016 09:56:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[calcium]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=147</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากใครอยู่ในวงการแพทย์ หรือติดตามข่าวในวงการแพทย์อย่างใกล้ชิด จะพอทราบข่าวว่า National Osteoporosis Foundation กำลังจะออก Position Statement ของการให้ Calcium ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ออกเป็น Draft ให้เข้าไปแสดงความคิดเห็นกันก่อนได้ ซึ่งเรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้หลายคนพอสมควร เพราะส่วนมากผู้ที่ต้องเสริม calcium มักเป็นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องวิตกกังวล เพราะเค้าก็เขียนไว้ชัดเจนว่า หลักฐานที่มีอยู่ตอนนี้เป็นแค่ level D เท่านั้น ซึ่งยังเป็นหลักฐานอ่อน และไม่เพียงพอต่อการสรุปว่า calcium จากอาหารหรือที่ให้เสริมเข้าไปเกิดผลเสียต่อหัวใจและหลอดเลือดจริงหรือไม่ ดังนี้ครับ NOF and ASPC adopt the position that at this time there is D-level or “insufficient”...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/calcium-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/">Calcium กับการเกิดโรคหัวใจ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากใครอยู่ในวงการแพทย์ หรือติดตามข่าวในวงการแพทย์อย่างใกล้ชิด จะพอทราบข่าวว่า National Osteoporosis Foundation กำลังจะออก Position Statement ของการให้ Calcium ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ออกเป็น Draft ให้เข้าไปแสดงความคิดเห็นกันก่อนได้ ซึ่งเรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้หลายคนพอสมควร เพราะ<span id="more-147"></span>ส่วนมากผู้ที่ต้องเสริม calcium มักเป็นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องวิตกกังวล เพราะเค้าก็เขียนไว้ชัดเจนว่า หลักฐานที่มีอยู่ตอนนี้เป็นแค่ level D เท่านั้น ซึ่งยังเป็นหลักฐานอ่อน และไม่เพียงพอต่อการสรุปว่า calcium จากอาหารหรือที่ให้เสริมเข้าไปเกิดผลเสียต่อหัวใจและหลอดเลือดจริงหรือไม่ ดังนี้ครับ</p>
<blockquote><p>NOF and ASPC adopt the position that at this time there is D-level or “insufficient” evidence to suggest dietary calcium intakes from food or supplements have any influence (beneficial or detrimental impact) on the risk of hypertension, cardiovascular disease (CVD), and CVD-specific or all-cause mortality. Dietary intakes from food and supplements that do not result in an individual exceeding the tolerable upper intake level (UL), as defined by the National Academy of Medicine, should be considered safe.</p></blockquote>
<p>สำหรับฉบับ Draft สามารถเข้าไปอ่านเต็มๆได้ที่ <span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://cdn.nof.org/wp-content/uploads/2016/06/The-National-Osteoporosis-Foundation-and-American-Society-for-Preventive-Cardiology%E2%80%99s-Position-Statement-Draft-6-6-2016.pdf">https://cdn.nof.org/wp-content/uploads/2016/06/The-National-Osteoporosis-Foundation-and-American-Society-for-Preventive-Cardiology%E2%80%99s-Position-Statement-Draft-6-6-2016.pdf</a></span></strong></span></p>
<p>สุดท้ายนี้ เราก็ติดตามกันต่อไปว่า หลังจาก Publish อย่างเป็นทางการแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างไรครับ</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/calcium-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/">Calcium กับการเกิดโรคหัวใจ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/calcium-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">147</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Hololens เทคโนโลยีปฏิวัติวงการแพทย์</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/virtual-reality-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/virtual-reality-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jun 2016 12:13:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual Reality]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=139</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครที่เรียนสายวิทยาศาสตร์-สุขภาพ และได้เรียนวิชา Anatomy คงเคยได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่มาบ้าง มากน้อยอาจต่างกันไปในแต่ละสาขาวิชา แต่เท่าที่ผมทราบมา ก็มีบางคณะทางสายวิทยาศาสตร์-สุขภาพในบางมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ก็มีบ้าง แต่ศึกษาโดยใช้จากภาพ 3 มิติ หรือเทคโนโลยี Hologram ก็มี อันนี้ผมก็พึ่งทราบมาเหมือนกัน อย่างไรก็ดี วันนี้เราจะมีพูดเทคโนโลยี Virtual Reality ที่ชื่อ Hololens กันครับ Hololens เป็นอุปกรณ์สวมใส่ประเภทแว่นตาโฮโลสโคป ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง NASA กับ Microsoft ความสามารถของมันคือ สามารถแสดงผลของภาพเสมือนจริงหรือภาพโฮโลแกรมให้ผู้สวมใส่ ทำให้มองเห็นวัตถุจากโลกดิจิตอลในโลกจริงได้ นอกจากนี้ยังสามารถโต้ตอบและจับต้องได้ด้วย โดยที่ไม่จำเป็นต้องใส่เซ็นเซอร์ควบคุมภายนอก เมื่อเร็วๆนี้ Hololens ได้ถูกนำไปไปประยุกต์ใช้กับบทเรียนของนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ เพื่อแสดงสรีระในส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ให้นักศึกษาได้เห็นและศึกษาในแบบสามมิติ ซึ่ง HoloLens นี้ สามารถสามารถขยับ ปรับ เปลี่ยนมุมมองได้ด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยส่งเสริมการศึกษาทางด้านกายวิภาคศาสตร์ได้เป็นอย่างดี นี่นำเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ทางการศึกษาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เป็นรูปแบบการพรีเซนต์เนื้อหาในบทเรียนที่น่าสนใจ ลองคิดดูว่าต่อไปเรียนวิชา Pharmacology เรื่อง...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/virtual-reality-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2/">Hololens เทคโนโลยีปฏิวัติวงการแพทย์</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ใครที่เรียนสายวิทยาศาสตร์-สุขภาพ และได้เรียนวิชา Anatomy คงเคยได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่มาบ้าง มากน้อยอาจต่างกันไปในแต่ละสาขาวิชา แต่เท่าที่ผมทราบมา ก็มีบางคณะทางสายวิทยาศาสตร์-สุขภาพในบางมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ก็มีบ้าง แต่ศึกษาโดยใช้จากภาพ 3 มิติ หรือเทคโนโลยี Hologram ก็มี อันนี้ผมก็พึ่งทราบมาเหมือนกัน อย่างไรก็ดี วันนี้เราจะมีพูดเทคโนโลยี Virtual Reality ที่ชื่อ Hololens กันครับ<span id="more-139"></span></p>
<p>Hololens เป็นอุปกรณ์สวมใส่ประเภทแว่นตาโฮโลสโคป ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง NASA กับ Microsoft ความสามารถของมันคือ สามารถแสดงผลของภาพเสมือนจริงหรือภาพโฮโลแกรมให้ผู้สวมใส่ ทำให้มองเห็นวัตถุจากโลกดิจิตอลในโลกจริงได้ นอกจากนี้ยังสามารถโต้ตอบและ<span class="text_exposed_show">จับต้องได้ด้วย โดยที่ไม่จำเป็นต้องใส่เซ็นเซอร์ควบคุมภายนอก</span></p>
<p>เมื่อเร็วๆนี้ Hololens ได้ถูกนำไปไปประยุกต์ใช้กับบทเรียนของนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ เพื่อแสดงสรีระในส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ให้นักศึกษาได้เห็นและศึกษาในแบบสามมิติ ซึ่ง HoloLens นี้ สามารถสามารถขยับ ปรับ เปลี่ยนมุมมองได้ด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยส่งเสริมการศึกษาทางด้านกายวิภาคศาสตร์ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>นี่นำเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ทางการศึกษาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เป็นรูปแบบการพรีเซนต์เนื้อหาในบทเรียนที่น่าสนใจ ลองคิดดูว่าต่อไปเรียนวิชา Pharmacology เรื่อง Pharmacodynamic ก็ไม่ต้องมานั่งจินตนาการกลไกการออกฤทธิ์ของยาให้ปวดหัว หรือจะเป็น Pharmacokinetics ก็ไม่ต้องจินตนาการว่ายาดูดซึมไปที่ไหน กระจายไปที่ไหน มีภาพ 3 มิติแสดงให้เห็นหมดจะเป็นเรื่องน่าทึ่งขนาดไหน หรือวิชาอย่าง Physiology ก็ไม่ต้องมานั่งจินตนาการกลไกการทำงานของร่างกาย หรือจะเป็น Biochemistry ก็ไม่ต้องมานั่งจินตนาการว่าน้ำตาล 1 โมเลกุลวิ่งไปตรงไหน ผ่านวัฏจักรไหนบ้าง ทุกอย่างมีภาพ 3 มิติ แสดงให้ดูหมด มันคงยอดเยี่ยมไปเลยใช่ไหมครับ</p>
<div class="fb-video" data-allowfullscreen="true" data-href="https://www.facebook.com/Vocativ/videos/1250410894971143/" style="background-color: #fff; display: inline-block;"></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="140" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/virtual-reality-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2/attachment/hololens-1330225_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/hololens-1330225_960_720.jpg" data-orig-size="960,540" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="hololens-1330225_960_720" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/hololens-1330225_960_720-300x169.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/hololens-1330225_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-140" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/hololens-1330225_960_720.jpg" alt="hololens-1330225_960_720" width="960" height="540" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/hololens-1330225_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/hololens-1330225_960_720-300x169.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/hololens-1330225_960_720-768x432.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/virtual-reality-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2/">Hololens เทคโนโลยีปฏิวัติวงการแพทย์</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/virtual-reality-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">139</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jun 2016 19:51:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[การคัดเลือกตามธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อดื้อยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=59</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ คงไม่มีข่าวไหนที่สั่นสะเทือนวงการสาธารณสุขไปกว่าข่าว สหรัฐ เจอเชื้อที่ดื้อยาทุกชนิดในโลก  ในเนื้อหาข่าวระบุว่า พบผู้ป่วยหญิงอายุ 49 ปี ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเชื้อ E. coli ทุกอย่างควรจะเรียบร้อยหลังจากเธอได้รับยาปฏิชีวนะ เธอควรจะดีขึ้น เหมือนผู้ป่วยรายอื่นๆที่ติดเชื้อแบบเดียวกันกับเธอ โชคร้ายที่ไม่เป็นเช่นนั้น แพทย์พยายามใช้ยาฆ่าเชื้อทุกอย่างที่มีในโลก รวมถึงยา Colistin ที่เปรียบเสมือน Superweapon ในการต่อกรกับเชื้อแบคทีเรีย แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล เชื้อดื้อยาทุกชนิดในโลกได้ถือกำเนิดขึ้น ยาปฏิชีวนะที่เป็นพระเอกของการแพทย์แผนปัจจุบันมาเกือบศัตวรรษกำลังจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป นับเป็นฝันร้ายของวงการแพทย์อย่างแท้จริง หากมองย้อนกลับไปก่อนมียาปฏิชีวนะ กาฬโรค จากแบคทีเรีย Yersinia pestis เป็นโรคระบาดที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมาแล้วหลายล้านคนทั่วโลก หรือในไทยก็เคยเกิดโรคอหิวา(โรคห่า)ระบาด เรียกได้ว่าโรคห่าไปเยือนที่ไหน สามารถเปลี่ยนให้ที่นั่นเป็นหมู่บ้านร้างได้เลย ดังนั้นเมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ความเป็นไปได้ที่ภาพเก่าๆอันน่ากลัวเหล่านี้จะกลับมาก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่มียาปฏิชีวนะอีกต่อไป การผ่าตัดต่างๆที่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้ออ อาจทำไม่ได้อีกต่อไป หรือต้องทำในสภาวะที่สะอาดมากๆ และหากมีอะไรผิดพลาดนิดเดียวนั่นหมายถึงจะเกิดการติดเชื้อร้ายแรงตามมา การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน ก็อาจทำไม่ได้อีกต่อไป ยังไม่รวมถึงผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัด ที่จะมีช่วงเวลาที่ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างมาก หากผู้ป่วยเหล่านี้ติดเชื้อแล้วไม่มียาปฏิชีวนะ...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/">เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ คงไม่มีข่าวไหนที่สั่นสะเทือนวงการสาธารณสุขไปกว่าข่าว <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.matichon.co.th/news/150778">สหรัฐ เจอเชื้อที่ดื้อยาทุกชนิดในโลก</a></span></span>  ในเนื้อหาข่าวระบุว่า พบผู้ป่วยหญิงอายุ 49 ปี ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเชื้อ <em>E. coli </em>ทุกอย่างควรจะเรียบร้อยหลังจากเธอได้รับยาปฏิชีวนะ เธอควรจะดีขึ้น เหมือนผู้ป่วยรายอื่นๆที่ติดเชื้อแบบเดียวกันกับเธอ โชคร้ายที่ไม่เป็นเช่นนั้น แพทย์พยายามใช้ยาฆ่าเชื้อทุกอย่างที่มีในโลก รวมถึงยา Colistin ที่เปรียบเสมือน Superweapon ในการต่อกรกับเชื้อแบคทีเรีย แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล เชื้อดื้อยาทุกชนิดในโลกได้ถือกำเนิดขึ้น ยาปฏิชีวนะที่เป็นพระเอกของการแพทย์แผนปัจจุบันมาเกือบศัตวรรษกำลังจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป นับเป็นฝันร้ายของวงการแพทย์อย่างแท้จริง<span id="more-59"></span></p>
<p>หากมองย้อนกลับไปก่อนมียาปฏิชีวนะ กาฬโรค จากแบคทีเรีย <em>Yersinia pestis </em>เป็นโรคระบาดที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมาแล้วหลายล้านคนทั่วโลก หรือในไทยก็เคยเกิดโรคอหิวา(โรคห่า)ระบาด เรียกได้ว่าโรคห่าไปเยือนที่ไหน สามารถเปลี่ยนให้ที่นั่นเป็นหมู่บ้านร้างได้เลย ดังนั้นเมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ความเป็นไปได้ที่ภาพเก่าๆอันน่ากลัวเหล่านี้จะกลับมาก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่มียาปฏิชีวนะอีกต่อไป การผ่าตัดต่างๆที่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้ออ อาจทำไม่ได้อีกต่อไป หรือต้องทำในสภาวะที่สะอาดมากๆ และหากมีอะไรผิดพลาดนิดเดียวนั่นหมายถึงจะเกิดการติดเชื้อร้ายแรงตามมา การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน ก็อาจทำไม่ได้อีกต่อไป ยังไม่รวมถึงผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัด ที่จะมีช่วงเวลาที่ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างมาก หากผู้ป่วยเหล่านี้ติดเชื้อแล้วไม่มียาปฏิชีวนะ สู้ไม่รักษาเลยยังจะดีซะกว่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าข่าวนี้จะเป็นข่าวดัง แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบเชื้อที่ดื้อยาทุกขนาน ก่อนหน้านี้ก็เคยพบเชื้อดื้อยาที่จีนเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ข่าวนี้จะดังสักหน่อยเพราะมันเกิดขึ้นที่อเมริกา ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่ามีระบบการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือที่เรียกเท่ๆว่า antibiotics smart use ได้ดีที่สุดแห่งนึงของโลก</p>
<h3>แล้วมันเกี่ยวยังไงกับการคัดเลือกตามธรรมชาติ ?</h3>
<p>ทุกสิ่งย่อมมีวิวัฒนาการ และหนึ่งในทฤษฎีการวิวัฒนาการที่ได้รับการยอมรับคือ <span style="font-family: 'Noto Serif', Georgia, serif; font-size: 1.8rem; font-style: italic; line-height: 1.75;">&#8220;ทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ&#8221; </span>ของชาร์ล ดาวิน แบคทีเรียก็เหมือนกันครับ เมื่อเราเอายาฆ่าเชื้อไปฆ่ามัน มันก็ต้องมีตัวที่เก่งที่สามารถอยู่รอดได้ และเมื่อตัวที่อยู่รอดมันขยายเผ่าพันธ์ ลูกๆหลานๆของมันก็ได้ยีนที่สามารถทนต่อยาฆ่าเชื้อมาด้วย ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น และไม่ถูกต้อง ก็เหมือนเป็นการเร่งให้มีเจ้าตัวที่เก่งๆแบบนี้ เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็นมาก และประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น และไม่ถูกต้อง มากที่สุดแห่งนึงของโลก</p>
<p>ในสมัยดึกดำบรรพ์นั้นคาดการณ์กันว่า แค่การเป็นหวัดธรรมดา ก็ทำให้ป่วยหนักถึงขั้นตายได้ แต่ตัวเราเองก็มีวิวัฒนาการเหมือนกัน คนที่สามารถต้านทานโรคเท่านั้นที่จะมีชีวิตและมีโอกาสให้ส่งมอบยีนนั้นให้กับคนรุ่นถัดๆไป แต่ในขณะที่เราวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคนั้น เจ้าเชื้อโรคมันก็วิวัฒนการตัวเองมาเรื่อยๆเหมือนกัน อย่างไรซะ ยาปฏิชีวะนะทำให้เราไม่ต้องวิวัฒนาการเพื่อสู้กับแบคทีเรียอีก ซึ่งทำให้เรารักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้มหาศาล แต่มองอีกมุมก็เหมือนกับว่าการวิวัฒนาการในเรื่องนี้เราหยุดไปประมาณ 100 ปีนับตั้งแต่มียาปฏิชีวนะเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มียาปฏิชีวนะ แบคทีเรียมันวิวัฒนาการมาเพื่อสู้กับยาปฏิชีวนะ</p>
<p>หากจะลองมองย้อนกลับไปยาปฏิชีวนะก็เกิดจากการเอาสารเคมีของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อยับยั้งสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง แต่บังเอิญว่าสิ่งนั้นก็ยับยั้งสิ่งมีชีวิตที่ก่อโรคกับเราได้เหมือนกัน เราเลยเอามาสิ่งมีชีวิตนั้นมาสกัด ปรับปรุง ดัดแปลง จนได้ยาปฏิชีวนะ หากมองเป็นสงครามจำลองระหว่างสิ่งมีชีวิต กับยาปฏิชีวนะ ก็เหมือนฝั่งนึงปรับปรุงตัวเองตลอด หลังจากที่ตายๆกันมาหลายรุ่น แต่อีกฝั่งแทบไม่มีการเปลี่ยนสารเคมีที่ใช้เลย คงมองออกนะครับ อนาคตใครจะชนะ เราอาจให้ความหวังกับคิดค้นยาใหม่ แต่ข่าวร้ายก็คือการคิดค้นยาใหม่ มีกฏระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้ยา ดังนั้นจึงต้องผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน กว่าจะได้ทดลองในมนุษย์ จนวางขายจริงๆ ก็กินเวลาเฉลี่ยไปประมาณ 15 ปี ต่อยา 1 ตัว ยังไม่นับข้อกฏหมายที่เข้มงวด และกำแพงหินหนาในการควบคุมระบบยาของแต่ละประเทศ ซึ่งจะทำให้ล่าช้าออกไปอีก อีกอย่างเงินทุนในการวิจัยก็สูงมาก กว่าจะได้มาสักตัว ใช้เงินกันเป็นหลักพันล้านเหรียญ และข่าวร้ายสุดท้ายก็คือ ไม่ค่อยมีบริษัทยาลงทุนวิจัยยาในพวกยากลุ่มนี้เท่าไรนัก เพราะ เมื่อวิจัยออกมา ก็โดนเก็บขึ้นหิ้ง ไม่มีใครอยากเอาออกมาใช้ เพราะอยากเก็บไว้เป็นไม้ตายเวลาเจอเชื้อดื้อยา ทำให้เมื่อยาอยู่ในหิ้งก็ไม่ได้คนใช้ เมื่อไม่มีคนใช้ก็ขายไม่ได้ พอขายไม่ได้แต่อายุสิทธิบัตรมันลดลงเรื่อยๆทุกวัน ดีไม่ดี ยังไม่ทันได้ขายในตลาด mass สิทธิบัตรหมดอายุซะก่อน ดีไม่ดี เจอก็อปปี้ยาอีก สู้เอาเงินไปวิจัยพวกยากลุ่ม metabolic หายาเบาหวาน ความดัน หรือแม้แต่เอดส์ มะเร็ง ยาจิตเวช คนไข้ยังต้องใช้นานกว่า ดีไม่ดีต้องใช้ไปตลอดชีวิต แถมยังขายได้ราคามากกว่า ทำกำไรได้ดีกว่าด้วย อย่างไรเสีย ก็ไม่แน่นะครับ ถึงจุดๆนึงที่คนจำนวนมากยอมจ่ายอย่างไม่อั้น เพื่อให้ได้ยาปฏิชีวนะที่รักษาโรคของตัวเองได้ ถึงเวลานั้น เราคงได้ยาปฏิชีวนะชื่อใหม่ๆ กลุ่มใหม่ๆ ออกมากันมากกว่านี้ แต่อย่างไรซะผมก็ไม่คิดว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอยู่ดี</p>
<p>ส่วนตัวผมเองนะครับ เห็นว่าการแก้ปัญหาชีวภาพด้วยวิธีทางเคมีจะก่อให้เกิดปัญหาทางชีวภาพไ่ม่รู้จบ ยังจำกรณีของ GMO ได้ไหมครับ ลองย้อนกลับมาดูว่า เรามาถึง GMO ได้อย่างไรกัน</p>
<p>เริ่มแรก เกิดจากพืชผลทางการเกษตรเสียหายด้วยโรคพืชและแมลงจำนวนมาก และตลาดก็ไม่ต้องการพืชผลทางการเกษตรที่มีตำหนิ ยาปฏิชีวนะบางตัวถูกเลือกเพื่อให้ใช้ทางการเกษตรโดยเฉพาะ รวมถึงยาฆ่าแมลงต่างๆที่ถูกส่งมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการเกษตร สุดท้ายเทพที่ชื่อมนุษย์ก็สร้างเชื้อดื้อยาที่ทนต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการเกษตรทุกขนาน สร้างแมลงที่ทนทาญาติต่อยาฆ่าแมลง เมื่อไม่มียาที่ใช้ได้ผลอีกต่อไป หวยก็เลยที่วิธีการแก้ไขทางชีวภาพ ซึ่งก็ GMO นั่นแหละ แต่ช้าก่อน ผมไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับ GMO นะครับ การส่งสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมจนสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าไม่รู้ว่าอีกกี่พัน กี่หมื่นปี สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นจะวิวัฒนาการได้ขนาดนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาสู่สิ่งแวดล้อมจะเป็นความคิดที่ดีสักเท่าไร เมื่อเร็วๆนี้ก็มีพบหลักฐานที่ทำให้คาดการณ์กันว่า เชื้อไวรัสซิก้าที่ระบาดในบราซิลอยู่ทุกวันนี้เกิดจากเชื้อไวรัสซิก้าที่ไปกลายพันธุ์ในท้องของยุงที่ทำ GMO ให้เป็นหมัน เพื่อควบคุมประชากรของยุง ถ้าหลักฐานนี้เป็นจริงละก็ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงว่าการส่งสิ่งมีชีวิตที่ตัดต่อพันธุกรรมสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อสมดุลของชีวภาพทั้งระบบอย่างคาดเดาไม่ได้</p>
<p>ย้อนกลับมาดูทางด้านยาปฏิชีวนะในคนกันบ้าง ตอนนี้อะไรๆก็ดูสิ้นหวังนะครับ การวิจัยยาทำได้ช้าและไม่น่าทันกับเชื้อที่ธรรมชาติคัดสรรมาแล้วว่าให้อยู่รอดในยุคของยาปฏิชีวนะ, antibiotic smart use ที่สามารถใช้ถ่วงเวลาระเบิดเวลาลูกนี้ก็ดูยังไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งผู้สั่งใช้ยา รวมถึงผู้ป่วยเองเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทย ผมจำได้ว่าตอนปี 2012 ผมเปิด sanford guideline ยังเห็นสีเขียวอยู่ครึ่งตาราง ตอนนั้นผมคิดว่าเราคงมีเวลาอีกสัก 10 ปี แต่พอมาเปิดปี 2015 เห็นสีแดงที่แสดงถึงเชื้อดื้อยาไปค่อนตารางแล้ว เรียกได้ว่ามันมาไวกว่าที่ผมคาดคิดกันไว้มากๆ แล้วอะไรละที่พอจะเป็นทางออกได้บ้าง</p>
<p>ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คงเป็นการฝากความหวังไว้กับการให้บริษัทยาต่างๆเร่งวิจัยยาใหม่ๆออกมาให้ได้เร็วที่สุด ถ้าหากไม่ทันจริงๆ ผมคิดว่า เราอาจต้องใช้วิธีการทางชีวภาพสร้าง antibody เลียนแบบ antibody ของร่างกายเราที่ใช้จัดการกับเชื้อจำเพาะเจาะจงนั้นมาจัดการ ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง แต่ค่าใช้จ่ายคงแพงมหาศาล และคงไม่ใช้ทุกเชื้อที่ใช้วิธีนี้ได้ อีกอย่างเชื้อบางสายพันธุ์ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ และกลายพันธุ์ได้ง่ายก็คงใช้วิธีนี้ได้ยาก ยังไม่ต้องคิดเวลาที่ถูกเสียไปเพื่อพิสูจน์ว่าใช่เชื้อนั้นจริงๆไหม ก่อนจัดการด้วย antibody ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อนั้นอีก จะว่าไป หากเกิดเชื้อดื้อยาทุกชนิดขึ้นมาเยอะๆ มนุษย์เองก็ยังมืด 8 ด้านกับการหาวิธีรับมือนะครับ แต่ระดับมนุษย์แล้ว คงต้องมีคนเก่งๆที่หาวิธีแก้ปัญหาได้แน่ๆ</p>
<p>สุดท้ายนี้ หากเรายังละเลย ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น เราคงต้องย้อนไปดูว่า ในพืช เราต้องเอา GMO มาช่วยแก้ปัญหาใช่ไหม แล้วในอนาคตล่ะ เราจะสู้กับแบคทีเรียที่มีวิวัฒนาการนำภูมิคุ้มกันของเราไป 100 ปี ได้หรือเปล่า หรือดีไม่ดี เราเองนั้นแหละ ที่จะต้องตัดต่อพันธุกรรมตัวเอาเพื่อเอาชนะการวิวัฒนาการ ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอด</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="60" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/attachment/koli-bacteria-123081_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" data-orig-size="960,694" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="koli-bacteria-123081_960_720" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-300x217.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-60" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" alt="koli-bacteria-123081_960_720" width="960" height="694" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-300x217.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-768x555.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/">เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">59</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
