<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว Archives - A blog</title>
	<atom:link href="https://www.itisablogsite.com/category/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.itisablogsite.com/category/ทักษะชีวิตความรู้รอบตั/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sun, 07 Jul 2024 10:23:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>

<image>
	<url>https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/cropped-ablog-1-32x32.png</url>
	<title>ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว Archives - A blog</title>
	<link>https://www.itisablogsite.com/category/ทักษะชีวิตความรู้รอบตั/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">112643113</site>	<item>
		<title>รีวิวเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหง ภาคพิเศษ ส-อา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Jul 2024 10:23:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=5043</guid>

					<description><![CDATA[<p>รีวิวเรียนนิติราม ภาคพิเศษ ส-อา หลังจากเรียนไป 3 สัปดาห์ การเรียนไม่มีอะไรมาก เหมือนกันเรียนสมัยก่อนทั่วไป ตึกเก่า พื้นปูกระเบื้องยาง สลับหินอ่อนตามสมัยนิยมช่วงปี 2520-2530 เข้าใจว่าหลังๆย้ายไปบางนา เลยไม่ได้ปรับปรุงห้องและอาหารเท่าไรนัก โต๊ะก็โต๊ะยาวไม้แบบสมัยก่อน ไม่มีที่เสียบปลั๊กแบบโต๊ะสมัยใหม่ การเรียนก็เป็นสไลด์บ้าง เป็นปิ้งหนังสือบ้าง ปริ้นสไลด์มาปิ้งบ้าง ส่วนคนเรียนช่วงแรกๆใช้ ipad เยอะ แต่หลังๆมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสมุดจด อาจเพราะไม่มีที่ซ๊าต + ข้อสอบเป็นอัตนัยทั้งหมด ทำให้การเขียนทำให้คุ้นชินกับการทำข้อสอบได้มากกว่า การสอบก็เรียนจบ 1 วิชา เสร็จแล้วก็สอบเลย ไล่ไปเรื่อยๆทีละวิชา ในส่วนของ profile ของคนที่มาเรียนนั้นน่าสนใจกว่า เพราะราวๆ 20-30% เป็นเด็กอายุไม่เกิน 20 อายุน้อยสุดพึ่งจะ 16 (สอบ GED แล้วมาต่อ ป.ตรีเลย)...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b2/">รีวิวเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหง ภาคพิเศษ ส-อา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>รีวิวเรียนนิติราม ภาคพิเศษ ส-อา หลังจากเรียนไป 3 สัปดาห์</p>



<p>การเรียนไม่มีอะไรมาก เหมือนกันเรียนสมัยก่อนทั่วไป ตึกเก่า พื้นปูกระเบื้องยาง สลับหินอ่อนตามสมัยนิยมช่วงปี 2520-2530 เข้าใจว่าหลังๆย้ายไปบางนา เลยไม่ได้ปรับปรุงห้องและอาหารเท่าไรนัก โต๊ะก็โต๊ะยาวไม้แบบสมัยก่อน ไม่มีที่เสียบปลั๊กแบบโต๊ะสมัยใหม่ การเรียนก็เป็นสไลด์บ้าง เป็นปิ้งหนังสือบ้าง ปริ้นสไลด์มาปิ้งบ้าง ส่วนคนเรียนช่วงแรกๆใช้ ipad เยอะ แต่หลังๆมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสมุดจด อาจเพราะไม่มีที่ซ๊าต + ข้อสอบเป็นอัตนัยทั้งหมด ทำให้การเขียนทำให้คุ้นชินกับการทำข้อสอบได้มากกว่า การสอบก็เรียนจบ 1 วิชา เสร็จแล้วก็สอบเลย ไล่ไปเรื่อยๆทีละวิชา</p>



<p>ในส่วนของ profile ของคนที่มาเรียนนั้นน่าสนใจกว่า เพราะราวๆ 20-30% เป็นเด็กอายุไม่เกิน 20 อายุน้อยสุดพึ่งจะ 16 (สอบ GED แล้วมาต่อ ป.ตรีเลย) กลุ่มนี้แบ่งเป็นได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เลยเลือกเรียน ส-อา</li>



<li>เรียน ป.ตรี ควบกับมหาลัยอื่น แล้วมาเรียนที่รามเพิ่มเพื่อเอา 2 ใบ</li>
</ol>



<p>เด็กรุ่นนี้น่าสนใจ เพราะหลายคนไม่เรียน ม.ปลาย พึ่งรู้เหมือนกันว่า เดี๋ยวนี้ระบบการศึกษาเปิดให้เรียนออนไลน์ที่บ้านได้มากขึ้น รวมถึงมีคนเรียนแบบ home school เยอะกว่าสมัยเรามาก โดยรวมเด็กรุ่นนี้วางแผนชีวิตกันมาดีเช่นคนที่เรียน home school ก็จะมองว่า ก็ต้องเรียนพิเศษอยู่แล้ว ทำไมต้องไปเรียนที่โรงเรียนอีก สู้ลง pre-degree ควบกับสอบ GED ไปด้วยเลยดีกว่า พวกนี้รู้สึกว่าการมีปริญญาใบเดียวไม่พอ หรือมองว่าการทำงานไปด้วยสำคัญกว่าเรียนอย่างเดียว</p>



<p>แต่คนที่เรียน ม.ปลาย ก็มีนะ แต่คนที่เรียนคือจะมองว่าเค้ามีเพื่อน ม.ปลายที่ดี เลยอยาก keep สังคม ม.ปลายไว้ แต่คนที่ไม่เรียนก็มองว่า connection ม.ปลาย ก็ไม่ได้ดีเท่าไร เสียเวลา หาเอาที่อื่นดีกว่า (แต่เอาจริงๆก็อดคิดไม่ได้ว่า เด็กมันมีประสบการณ์มากพอจะมองออกว่าคุณภาพของเพื่อนหรือสังคมจะดีหรือแย่ตั้งแต่ ม.4 แล้วหรอ)</p>



<p>น่าดีใจว่า สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่คนรุ่นเราคิดกันตั้งแต่สมัยเรียน แต่ทำไม่ได้ (หรือทำได้ แต่ทำยากกว่าสมัยนี้เยอะ) พอเด็กรุ่นนี้ที่เป็นลูกของ gen Y ตอนต้น gen X ตอนปลาย ก็มาทำสิ่งนี้ให้เป็นจริง</p>



<p>ส่วนที่เหลือ จะเป็นกลุ่มที่ทำงานแล้ว กลุ่มนี้ส่วนมากอยู่ใน middle class ของชนชั้นทางสังคม และครึ่งนึงคือเป็นกลุ่มที่ขาดโอกาสมาก่อน แต่ fight จนมาอยู่ในระดับ middle class ได้สำเร็จ (มีกลุ่ม elite แค่ประมาณ 1% ของ class) กลุ่มนี้มีตั้งแต่อายุ 20 ไปจนถึง 50 กว่า และส่วนใหญ่อยู่ในสายงานราชการ โดย</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ประมาณ 20% เป็นตำรวจ</li>



<li>กลุ่มที่พยายามอัพระดับตัวเอง เช่น บรรจุเป็น ขรก. อยู่แล้ว แต่เลื่อนระดับไม่ได้ เพราะวุฒิไม่ตรง เลยพยายามสอบชิงทุนของหน่วยงานได้ พอสอบได้เลยมาเรียนต่อ</li>



<li>ส่วนใหญ่ทำงานในแวดวงฝ่ายกฎหมายและปกครอง เช่น ปปส ปปช กกต พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นบ้าง แต่น้อยกว่าที่คิด</li>
</ol>



<p>โดยรวมโปรไฟล์อาจไม่ได้อยู่กลุ่ม A แต่ว่าเป็นพวกหิว อยากพัฒนาตัวเอง อยากจะอัพระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง รู้สึกได้ถึงความเป็นนักสู้ของแต่ละคน</p>



<p>ที่น่าสนใจอีกจุดนึงในกลุ่มที่ทำงานแล้วคือเกิน 70% มีปริญญามาแล้ว 2 ใบ และราวๆ 50% จบ ป.โท มาแล้วด้วย ถือว่านี่ที่มีวุฒิ ป.ตรี อย่างเดียว เป็นวุฒิต่ำๆใน class เลย แสดงว่าคนที่มาเรียน รักการเรียนกันพอสมควร เพราะเรียนกันมาเยอะจริงๆ 55555+ และวุฒิโทที่จบกันเยอะสุดคือ รัฐศาสตร์ รองลงมาคือบริหาร</p>



<p>ดังนั้นพอเห็นเทรนในอนาคตว่า ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งและความรู้กว้างๆในสาขาอื่นๆ เป็น T shape อาจจะไม่พออีกแล้ว อาจต้องมีความเชี่ยวชาญใน 2 ศาสตร์ เป็น V shape Y shape U shape</p>



<p>อีกจุดนึงที่น่าสนใจ ไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะรามคำแหง ภาคปกติพึ่งเปิดเทอมเมื่อวันที่ 2 กค. ที่ผ่านมา ซึ่งภาคพิเศษเปิดก่อนหน้านั้น แต่ตอนที่มีแต่ภาคพิเศษเรียน โรงอาหารค่อนข้างเงียบ ไม่มีคน แต่หลังจากภาคปกติเปิดเรียนได้เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น โต๊ะเก้าอี้ใต้ตึกกลับเนืองแน่นไปด้วย นศ. ที่มาอ่านหนังสือในวันอาทิตย์ (ดังรูป) ทำให้อดคิดเปรียบเทียบกับตึกส้มของคณะเภสัชตอนสมัยที่ตัวเองเป็นนักศึกษาไม่ได้ เพราะตอนนั้น การจะได้เห็นคนมาอ่านหนังสือกันแน่นๆ ก็ต้องหลังเดือนแรกของการเปิดเทอมไปแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="967" data-attachment-id="5044" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b2/attachment/image/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2024/07/image.jpg" data-orig-size="1106,1044" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="image" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2024/07/image-300x283.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2024/07/image-1024x967.jpg" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2024/07/image-1024x967.jpg" alt="" class="wp-image-5044" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2024/07/image-1024x967.jpg 1024w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2024/07/image-300x283.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2024/07/image-768x725.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2024/07/image.jpg 1106w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ที่น่าสังเกตุอีกอย่างคือเด็กภาคปกติ มักจะอ่านชีสสรุป แล้วนั่งติวกันเป็นกลุ่มๆ ในขณะที่ภาคพิเศษ มักจะอ่านจากที่ตัวเองจดสรุป แล้วไปหาซื้อหนังสือจากศูนย์หนังสือมาอ่านเสริม แล้วอ่านแบบตัวใครตัวมัน แต่จะเอาเนื้อหาของตัวเองมาแชร์กับเพื่อนในไลน์กลุ่มแทน</p>



<p>อ๋อ ในส่วนของภาคพิเศษ ไม่มี e-learning ไม่มี zoom ไม่มีเรียนย้อนหลังให้ แต่ภาคปกติจะมี e-learning ให้ แต่เฉพาะช่วงปี 1-2 ของการเรียน</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b2/">รีวิวเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหง ภาคพิเศษ ส-อา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">5043</post-id>	</item>
		<item>
		<title>11 ข้อเตือนใจ ที่คนรุ่นก่อนอยากฝากถึงคนอายุ 20-40 ปี</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/11-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%88/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/11-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%88/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Oct 2022 12:29:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=3728</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยมีคนบอกว่า เราทุกคนมี time machine ของตัวเอง นั่นก็คือ ถ้าอยากรู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง ให้ไปดูคนที่ใช้ชีวิตเหมือนกับเราก่อนหน้าเราไปสัก 20 ปี แบะแน่นอนว่าถ้าเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไร คนนั้นแหละคือนาคตของเราในอีก 20 ปี ข้างหน้า แล้วก็มีโพสต์ใน facebook โพสต์นึง ว่าคนอายุ 50 60 70 มีอะไรอยากบอกอยากเตือนคนอายุ 38 ดังนั้นนี่จึงเป็นข้อเตือนใจที่ดี เป็นคำเตือนจากอนาคต ที่ไม่ให้เราผิดพลาดซ้ำเหมือนคนรุ่นก่อนหน้า เหมือนมี time machine ส่วนตัว มาบอกอนาคตให้กับเรานั่นเอง 1.รักษาสุขภาพ ทุกๆคนจะเตือนเกี่ยวกับร่างกายและสุขภาพเอาไว้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องกิน มีคนนึงพูดได้กินใจมากว่า &#8220;ให้กินอาหารเป็นยา เพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องกินยาเป็นอาหาร&#8221; ดูแลสุขภาพให้ดี มองโลกในมุมที่สร้างสรรค์และเป็นไปได้จริง เพราะต่อให้มีเงินเท่าไหร่ถ้าสุขภาพไม่ดีก็ไม่มีความสุข ตั้งใจทำงาน วางแผนการเงิน ดูแลสุขภาพและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดีๆ 2.ครอบครัวสำคัญที่สุด...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/11-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%88/">11 ข้อเตือนใจ ที่คนรุ่นก่อนอยากฝากถึงคนอายุ 20-40 ปี</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เคยมีคนบอกว่า เราทุกคนมี time machine ของตัวเอง นั่นก็คือ ถ้าอยากรู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง ให้ไปดูคนที่ใช้ชีวิตเหมือนกับเราก่อนหน้าเราไปสัก 20 ปี แบะแน่นอนว่าถ้าเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไร คนนั้นแหละคือนาคตของเราในอีก 20 ปี ข้างหน้า</p>



<p>แล้วก็มีโพสต์ใน facebook โพสต์นึง ว่าคนอายุ 50 60 70 มีอะไรอยากบอกอยากเตือนคนอายุ 38 ดังนั้นนี่จึงเป็นข้อเตือนใจที่ดี เป็นคำเตือนจากอนาคต ที่ไม่ให้เราผิดพลาดซ้ำเหมือนคนรุ่นก่อนหน้า เหมือนมี time machine ส่วนตัว มาบอกอนาคตให้กับเรานั่นเอง</p>



<iframe src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fweb.facebook.com%2Fsomo.puttarat%2Fposts%2Fpfbid0zY3sCnSBoX5scwsQwCArWrNoykkPxNDkcKezFqbUoHPBU1Ez7P8a6tF3APaBLSjLl&amp;show_text=true&amp;width=500" width="500" height="742" style="border:none;overflow:hidden" scrolling="no" frameborder="0" allowfullscreen="true" allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; picture-in-picture; web-share"></iframe>



<h3 class="wp-block-heading">1.รักษาสุขภาพ</h3>



<p>ทุกๆคนจะเตือนเกี่ยวกับร่างกายและสุขภาพเอาไว้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องกิน มีคนนึงพูดได้กินใจมากว่า &#8220;ให้กินอาหารเป็นยา เพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องกินยาเป็นอาหาร&#8221; </p>



<p>ดูแลสุขภาพให้ดี มองโลกในมุมที่สร้างสรรค์และเป็นไปได้จริง เพราะต่อให้มีเงินเท่าไหร่ถ้าสุขภาพไม่ดีก็ไม่มีความสุข ตั้งใจทำงาน วางแผนการเงิน ดูแลสุขภาพและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดีๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading">2.ครอบครัวสำคัญที่สุด</h3>



<p>มีคำเตือนมากมายว่าครอบครัวสำคัญที่สุด และพึงระลึกไว้ว่าความพลัดพรากมาจะมาไม่ทันตั้งตัวเสมอๆ แล้วก็มีกลุ่มนึงที่พูดว่าเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญมากคิดให้ดีตัดสินใจลงไป เพราะจะมีผลกับชีวิตเรามากๆหลังจากนั้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. มีสติอยู่เสมอ</h3>



<p>การตัดสินใจต่างๆในชีวิตส่งผลต่อชีวิตในอนาคตอย่างมหาศาลที่เราอาจคาดไม่ถึง ดังนั้นให้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาในขณะตัดสินใจ อย่าตัดสินใจขณะที่อารมณ์ไม่นิ่ง ใช้ทุกลมหายใจเหมือนเป็นวันสุดท้าย เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. ความสุข ต้องเดี๋ยวนี้</h3>



<p>หลายคนมีชีวิตเหมือนหนูถีบจักร ยอมทุกข์ทรมานในวันนี้ เพื่อหวังว่าจะมีความสุขในบั้นปลาย แต่ความสุขและสนุกเป็นเรื่องที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ เพราะถ้ารอ มันอาจไม่มีวันนั้นตลอดไป จงมีชีวิตที่อิสระ อะไรมีความสุขก็ทำ</p>



<h3 class="wp-block-heading">5. รีบเคลียหนี้ให้หมด</h3>



<p>พยายามอย่ามีหนี้ แต่ถ้ามีหนี้ให้รีบจ่ายให้หมดก่อนอายุ 60 ถ้าเคลียได้ก่อน 45 ได้ยิ่งดี เพราะการเป็นหนี้เป็นทุกข์ในยามแก่มากๆ วางแผนการเงินดีๆ เพื่อที่ชีวิตบั้นปลายจะได้สบาย และที่สำคัญอย่าให้เพื่อนยืมตังค์เพราะจะได้คืนยากมาก และการเงินออมสำคัญมาก </p>



<h3 class="wp-block-heading">6. หาเพื่อนแท้ให้ได้</h3>



<p>หาเพื่อนแท้ให้ได้อย่างน้อย 1 คน ตอนแก่จะได้ไม่เหงามีคนพูดคุยเรื่องความหลังคุยไปขำไปสนุกเฮฮา เมื่อพูดถึงเรื่องในอดีตตอนนั้นๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading">7. เงินสดสำคัญที่สุด</h3>



<p>ไม่ว่าจะมีทรัพย์สินมากขนาดไหน แต่เงินสดในมือสำคัญที่สุด จำไว้ว่าเงินออม = ที่พักพิง</p>



<h3 class="wp-block-heading">8. อยู่กับความเป็นจริง</h3>



<p>อยู่กับความเป็นจริงให้มากที่สุด จำไว้ว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด อนาคตยังมาไม่ถึง แล้วก็อดีตมันผ่านไปแล้วไม่ต้องคิดมาก</p>



<h3 class="wp-block-heading">9.อย่าหวังพึ่งคนในครอบครัว</h3>



<p>ดูแลรักษาคนในครอบครัวให้ได้ แต่ไม่ต้องหวังพึ่งพิงเขา อยู่กับตัวเองให้ได้ รักษาความสัมพันธ์คนในครอบครัวให้ได้จะมีแต่คนรัก ไม่ทำตัวเป็นภาระของใคร ทุกอย่างคือ Backup ของชีวิต</p>



<h3 class="wp-block-heading">10. อย่าเดินทางผิด</h3>



<p>หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่จะพาตัวเองไปสู่เหวลึก เพราะถ้าพลาดขึ้นมา มันจะกลับมาในช่วงบั้นปลายได้ยากมากๆ </p>



<h3 class="wp-block-heading">11. การวางแผนและลงทุนต้องทำแต่เนิ่นๆ</h3>



<p>จำไว้ว่าให้ปลูกต้นไม้ผลไม้ที่กินได้ในที่ดินของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ถ้าปลูกตอนอายุ 50 60 70 จะสายเกินไปและอาจจะไม่ได้กิน ชีวิตเราจะต้องวางแผนเพื่ออนาคตไว้บ้าง </p>



<p>จะสังเกตได้ว่าทุกๆข้อเตือนใจจะวนๆกับเรื่องสุขภาพ เพราะถ้าเรื่องอื่นดีหมด แต่สุขภาพไม่ดี ยังไงก็ไม่มีความสุข ส่วนเราเรื่องเงิน keyword ของมันไม่ใช่คำว่ารวยหรือเงินเยอะ แต่มันคือการวางแผนและเข้าใจว่าเราจำเป็นต้องใช้เงินเท่าไหร่ เผื่อไว้อนาคตเท่าไหร่อะไรแบบนี้ ที่สำคัญที่สุดคือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เพราะเวลาที่สำคัญที่สุดคือเวลาตอนนี้ ความสุขนั้นไม่ได้ซับซ้อน แต่เราต้องรู้จักการออกแบบชีวิตให้มีความสุข และสุดท้ายต้องระมัดระวังเรื่องความสัมพันธ์ให้ดีๆ เพราะเรามักใช้เวลาชีวิตอยู่กับคนส่วนใหญ่ไม่กี่คน ดังนั้นคนเหล่านี้จึงมีผลต่อชีวิตเราสูงมาก</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/11-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%88/">11 ข้อเตือนใจ ที่คนรุ่นก่อนอยากฝากถึงคนอายุ 20-40 ปี</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/11-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3728</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ผักบุ้งสีตกกินได้ไหม เกิดจากอะไร</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 29 May 2022 09:45:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=3649</guid>

					<description><![CDATA[<p>พอดีวันนี้เห็นเพจหมอแลบแพนด้า พูดเรื่องผักบุ้งสีตก ขออธิบายสักหน่อยครับ เวลาเราไปกินก๊วยเตี๋ยว เราคงเคยเจอเหตุการณ์นี้บ่อยๆ ผมเองก็เจอบ่อยๆเหมือนกัน นั่นคือ สีของผักมันไม่เท่ากัน เหมือนกันเวลาเราซักผ้าแล้วสีตก มันก็อดคิดไม่ได้ว่าผักเนี่ยมันย้อมสีผสมอาหารมาหรือเปล่า สีถึงได้ตกแบบนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ไม่ได้ใส่สีผสมอาหารอะไรหรอก เรื่องนี้มันเกิดจากในพืชผักที่มีสีเขียว จะมีสารตัวนึงชื่อ คลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารที่มีสีเขียว แล้วสารตัวนี้ มันก็มีหลายตัว (ซึ่งมีสีเขียวเข้มอ่อนต่างกัน) มีทั้งที่ละลายได้ในน้ำและน้ำมัน พอความสามารถในการละลายมันไม่เท่ากัน เวลามันเจอน้ำหรือน้ำมัน มันเลยละลายออกมาได้ไม่เท่ากัน ก็เลยเหมือนกับสีมันตกออกมานั่นเอง ซึ่งจริงๆมันก็คือสีตกนั่นแหละ แต่เป็นสีของคลอโรฟิลล์ซึ่งเป็นสีตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่สีผสมอาหาร และไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด ทำไมคลอโรฟิลล์ถึงมีสีเขียว? คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) สามารถดูดกลืนแสงได้ดีที่ในช่วงคลื่นแสงสีฟ้าและแสงสีแดง แต่สามารถดูดกลืนช่วงคลื่นแสงสีเหลืองและแสงสีเขียวได้น้อย ดังนั้นเมื่อได้รับแสงจะดูดกลืนแสงสีฟ้าและสีแดงเอาไว้ ส่วนแสงสีเขียวที่ไม่ได้ถูกดูดกลืนจึงได้สะท้อนออกมาเป็นแสงสีเขียว ทำให้เราเห็นคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสีเขียว ลองดูภาพ Spectrum การดูดกลืนแสงของคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ประกอบครับ...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81/">ผักบุ้งสีตกกินได้ไหม เกิดจากอะไร</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พอดีวันนี้เห็นเพจหมอแลบแพนด้า พูดเรื่องผักบุ้งสีตก ขออธิบายสักหน่อยครับ</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="3650" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81/attachment/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก.jpg" data-orig-size="1120,2016" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="ผักบุ้งสีตก" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก-167x300.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก-569x1024.jpg" class="aligncenter wp-image-3650 size-large" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก-569x1024.jpg" alt="" width="569" height="1024" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก-569x1024.jpg 569w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก-167x300.jpg 167w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก-768x1382.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก-853x1536.jpg 853w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีตก.jpg 1120w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></p>
<p>เวลาเราไปกินก๊วยเตี๋ยว เราคงเคยเจอเหตุการณ์นี้บ่อยๆ ผมเองก็เจอบ่อยๆเหมือนกัน นั่นคือ สีของผักมันไม่เท่ากัน เหมือนกันเวลาเราซักผ้าแล้วสีตก มันก็อดคิดไม่ได้ว่าผักเนี่ยมันย้อมสีผสมอาหารมาหรือเปล่า สีถึงได้ตกแบบนี้</p>
<p>จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ไม่ได้ใส่สีผสมอาหารอะไรหรอก เรื่องนี้มันเกิดจากในพืชผักที่มีสีเขียว จะมีสารตัวนึงชื่อ คลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารที่มีสีเขียว แล้วสารตัวนี้ มันก็มีหลายตัว (ซึ่งมีสีเขียวเข้มอ่อนต่างกัน) มีทั้งที่ละลายได้ในน้ำและน้ำมัน พอความสามารถในการละลายมันไม่เท่ากัน เวลามันเจอน้ำหรือน้ำมัน มันเลยละลายออกมาได้ไม่เท่ากัน ก็เลยเหมือนกับสีมันตกออกมานั่นเอง ซึ่งจริงๆมันก็คือสีตกนั่นแหละ แต่เป็นสีของคลอโรฟิลล์ซึ่งเป็นสีตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่สีผสมอาหาร และไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="3651" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81/attachment/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน.jpg" data-orig-size="1120,2016" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน-167x300.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน-569x1024.jpg" class="aligncenter wp-image-3651 size-large" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน-569x1024.jpg" alt="" width="569" height="1024" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน-569x1024.jpg 569w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน-167x300.jpg 167w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน-768x1382.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน-853x1536.jpg 853w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/ผักบุ้งสีไม่เท่ากัน.jpg 1120w" sizes="(max-width: 569px) 100vw, 569px" /></p>
<h2>ทำไมคลอโรฟิลล์ถึงมีสีเขียว?</h2>
<p>คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) สามารถดูดกลืนแสงได้ดีที่ในช่วงคลื่นแสงสีฟ้าและแสงสีแดง แต่สามารถดูดกลืนช่วงคลื่นแสงสีเหลืองและแสงสีเขียวได้น้อย ดังนั้นเมื่อได้รับแสงจะดูดกลืนแสงสีฟ้าและสีแดงเอาไว้ ส่วนแสงสีเขียวที่ไม่ได้ถูกดูดกลืนจึงได้สะท้อนออกมาเป็นแสงสีเขียว ทำให้เราเห็นคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสีเขียว ลองดูภาพ Spectrum การดูดกลืนแสงของคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ประกอบครับ จะเข้าใจมากขึ้น โดยเส้นสีเขียวคือ Chlorophyll a ส่วนสีเขียวอ่อนคือ Chlorophyll b สำหรับสีเหลืองคือ carotenoids ไม่เกี่ยวอะไรกับบทความนี้</p>
<p>จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะ Chlorophyll a หรือ Chlorophyll b ก็แทบไม่ดูดกลืนแสงช่วงแสงสีเขียวเลย ทำให้มันสะท้อนสีเขียวออกมาให้ตาเราเห็นนั่นเองครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><figure id="attachment_3652" aria-describedby="caption-attachment-3652" style="width: 850px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" data-attachment-id="3652" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81/attachment/chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra.jpg" data-orig-size="850,595" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra-300x210.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra.jpg" class="wp-image-3652 size-full" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra.jpg" alt="" width="850" height="595" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra.jpg 850w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra-300x210.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2022/05/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra-768x538.jpg 768w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /><figcaption id="caption-attachment-3652" class="wp-caption-text">ภาพจาก <a href="https://www.researchgate.net/figure/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra_fig1_317151195">https://www.researchgate.net/figure/Chlorophyll-a-b-and-carotenoids-absorbance-spectra_fig1_317151195</a></figcaption></figure></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81/">ผักบุ้งสีตกกินได้ไหม เกิดจากอะไร</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3649</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ปลานิล ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ จริงไหม?</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2020 13:04:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[Alien species]]></category>
		<category><![CDATA[การคัดเลือกตามธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=2337</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในเหล่าบรรดาปลา Alien species ทั้งหมด ปลานิลดูจะเป็นปลาชนิดเดียว ที่ดูจะเป็นผู้ร้ายน้อยที่สุด ทั้งๆที่ทุกคนต่างก็ยอมรับว่ามันเป็น Alien species อาจเป็นเพราะมันเป็นปลาที่หาง่าย เนื้ออร่อย และสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมหาศาล ด้วยมูลค่าการส่งออกที่สูงลิ่ว จนหลายมองว่ามันมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และมองข้ามผลกระทบต่อระบบนิเวศไป แต่ถ้าเรามาโฟกัสกันที่ผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างเดียวล่ะ ปลานิลจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศมากน้อยขนาดไหน จะเหมือนปลาดุกบิ๊กอุยที่กำลังมีประเด็นดราม่ากันอยู่ไหม หรือว่าเหมือนปลาซัคเกอร์ที่เคยปวดหัวกันถึงขั้น ต้องระดมสมองใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างเมนูมาเพื่อช่วยกันกินลดจำนวนมันโดยเฉพาะ อันที่จริงแล้ว นักอนุรักษ์ก็เถียงกันมานานครับว่า จริงๆปลานิลมันสร้างผลเสียต่อระบบนิเวศมากน้อยขนาดไหน ดังนี้ ปลานิลเป็นปลาที่หากินเก่ง และขยายพันธ์ุได้ดี แต่ไม่ได้กินปลาท้องถิ่นแบบเฉพาะเจาะลง คือมันทำลายระบบนิเวศด้วยการแย่งอาหารปลาท้องถิ่น ซึ่งปลานิลมันก็กินเก่งและเพิ่มจำนวนไว เป็นไปได้ว่าปลาท้องถิ่นที่กินอาหารคล้ายๆปลานิลจะได้รับผลกระทบ จากการขาดอาหารที่โดนปลานิลแย่ง ปลานิลเข้ามาในไทย 50 ปีแล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่า alien species ทำให้ไม่ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบของปลานิลในช่วงแรกๆที่เข้ามาเลย การมาศึกษาตอนนี้ก็ยากแล้ว เพราะมันเป็นส่วนนึงของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศใหม่ไปแล้ว การที่ปลานิล ไม่ได้ทำลายปลาท้องถื่นแบบเฉพาะเจาะจง ทำให้การทดลองโดยการนำปลาท้องถิ่นชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นตัวแทนที่ใช้ในการศึกษายาก และการลดลงของปลาท้องถื่นทั้งหมด ก็ยากจะบอกว่ามาจากปลานิลหรือมาจากส่วนประกอบอื่นด้วย...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/">ปลานิล ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ จริงไหม?</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในเหล่าบรรดาปลา Alien species ทั้งหมด ปลานิลดูจะเป็นปลาชนิดเดียว ที่ดูจะเป็นผู้ร้ายน้อยที่สุด ทั้งๆที่ทุกคนต่างก็ยอมรับว่ามันเป็น Alien species อาจเป็นเพราะมันเป็นปลาที่หาง่าย เนื้ออร่อย และสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมหาศาล ด้วยมูลค่าการส่งออกที่สูงลิ่ว จนหลายมองว่ามันมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และมองข้ามผลกระทบต่อระบบนิเวศไป แต่ถ้าเรามาโฟกัสกันที่ผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างเดียวล่ะ ปลานิลจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศมากน้อยขนาดไหน จะเหมือนปลาดุกบิ๊กอุยที่กำลังมีประเด็นดราม่ากันอยู่ไหม หรือว่าเหมือนปลาซัคเกอร์ที่เคยปวดหัวกันถึงขั้น ต้องระดมสมองใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างเมนูมาเพื่อช่วยกันกินลดจำนวนมันโดยเฉพาะ</p>
<h2>อันที่จริงแล้ว นักอนุรักษ์ก็เถียงกันมานานครับว่า จริงๆปลานิลมันสร้างผลเสียต่อระบบนิเวศมากน้อยขนาดไหน ดังนี้</h2>
<ol>
<li>ปลานิลเป็นปลาที่หากินเก่ง และขยายพันธ์ุได้ดี แต่ไม่ได้กินปลาท้องถิ่นแบบเฉพาะเจาะลง คือมันทำลายระบบนิเวศด้วยการแย่งอาหารปลาท้องถิ่น ซึ่งปลานิลมันก็กินเก่งและเพิ่มจำนวนไว เป็นไปได้ว่าปลาท้องถิ่นที่กินอาหารคล้ายๆปลานิลจะได้รับผลกระทบ จากการขาดอาหารที่โดนปลานิลแย่ง</li>
<li>ปลานิลเข้ามาในไทย 50 ปีแล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่า alien species ทำให้ไม่ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบของปลานิลในช่วงแรกๆที่เข้ามาเลย การมาศึกษาตอนนี้ก็ยากแล้ว เพราะมันเป็นส่วนนึงของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศใหม่ไปแล้ว</li>
<li>การที่ปลานิล ไม่ได้ทำลายปลาท้องถื่นแบบเฉพาะเจาะจง ทำให้การทดลองโดยการนำปลาท้องถิ่นชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นตัวแทนที่ใช้ในการศึกษายาก และการลดลงของปลาท้องถื่นทั้งหมด ก็ยากจะบอกว่ามาจากปลานิลหรือมาจากส่วนประกอบอื่นด้วย (ควบคุมตัวแปรในการศึกษายาก) ยกตัวอย่างง่ายๆ ปลาซัคเกอร์เกอร์กินไข่ปลา ทำให้ปลาท้องถื่นบางชนิดหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ปลานิลไม่ได้เฉพาะเจาะจงแบบนั้น บวกกับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ทำให้มีความยืดหยุ่นทางชีวภาพสูง มี alien species เข้ามาสักบ้าง ระบบนิเวศก็พอรับไหว ไม่เหมือนบางที่ๆระบบนิเวศเปราะบางมาก เจอ alien species แค่ชนิดเดียว อาจเป็นหายนะถึงขั้นสูญพันธ์ครั้งใหญ่ได้เลย  ส่งผลให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนาน 10 20 ปี ในระบบนิเวศที่ไม่ถูกรบกวนจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น สร้างเขื่อน ปลาท้องถิ่นหน้าเดิมๆก็ยังอยู่กันครบ แต่จำนวนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจำนวนที่เปลี่ยนแปลง ก็บอกไม่ได้ว่า ปลานิลมีผลขนาดไหน หลายคนเชื่อว่า ปัจจัยอื่นของมนุษย์มีผลมากกว่า หรือในบางครั้งผลการศึกษาก็ออกมาแบบงงๆ เช่น ปลานิลกินอาหารคล้ายปลาตะเพียน ทำให้เชื่อว่าปลานิลพออยู่กับปลาตะเพียน จะแย่งอาหารปลาตะเพียน ทำให้ปลาตะเพียนไม่โต และลดจำนวนลง แต่พอศึกษาศึกษาจริงๆ ดันกลายเป็นปลานิลที่ไมโต และไม่เพิ่มจำนวน แพ้ปลาตะเพียนซะงั้น</li>
<li>มีการศึกษาว่า การปล่อยปลานิลจำนวนมาก ในระบบนิเวศปิด ที่มีความยืดหยุ่นทางชีวภาพต่ำ ทำให้ปลาท้องถิ่นบางชนิดสูญพันธ์จริง  แต่ในทางกลับกัน การปล่อยปลาท้องถิ่นจำนวนมาก ลงในระบบนิเวศแบบเดียวกัน ก็ทำให้ปลาท้องถิ่นบางชนิดสูญพันธ์ได้เหมือนกัน</li>
<li>ปลานิล ไม่ได้เป็น alien ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติเลย แต่ปลาท้องถิ่นหลายชนิดก็ล่าปลานิล หรือลูกปลานิล เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาเค้า ปลากระพง ปลาบู่ หรือแม้แต่ปลากราย ก็เป็นศัตรูตามธรรมชาติที่คอยควบคุมประชากรของปลานิล</li>
<li>ปลานิลไม่ได้เป็น alien species ที่ไม่มีจุดอ่อนเลย อันที่จริง ปลานิลมีจุดอ่อนหลายจุด คือ ปลานิล ชอบน้ำนิ่ง แต่แพ้น้ำเชี่ยว ทำให้ไม่สามารถขยายพันธุ์ไปในบริเวณที่น้ำไหลแรงๆได้ (แต่สิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ ทำให้น้ำนิ่งมีมากขึ้น ทำให้ปลานิลระบาดได้ในวงกว้างมากขึ้น) นอกจากนี้ ปลานิลแพ้น้ำเพิ่มหรือลดเร็วๆ ไม่เหมือนปลาท้องถิ่นของไทยหลายๆชนิดที่เคยชินกับการที่ไทยน้ำเยอะในฤดูฝน แต่อาจแล้งถึงขั้นแห้งคอดในฤดูแล้ง (ปลาท้องถิ่นไทยหลายชนิดอย่างปลาช่อน ปลาหมอ ปลาดุก มุดดินจำศีลได้หนีแล้งได้ แต่ถ้าน้ำแห้ง ปลานิลตายแน่นอน)</li>
<li>บางคนเชื่อว่า ปลานิลเป็น alien ที่มีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะไม่ใช่ Invasive alien species เต็มขั้นแบบปลาดุกบิ๊กอุย หรือปลาปลาซัคเกอร์เกอร์ แม้ว่าจะแย่งอาหารปลาท้องถิ่น แต่ก็กินผักตบชวา ตะไคร้น้ำ และช่วยควบคุมประชากรของยุง แต่ก็มีการศึกษาว่า ปลานิลกินไข่และลูกปลาท้องถิ่นบางชนิดด้วยจริง แต่ผลกระทบสุดท้าย ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะมันกินไปทั่ว ทั้งพืชและสัตว์</li>
</ol>
<p>สรุป ผลกระทบ ไม่ชัดเจน ศึกษายาก เนื่องจากตอนเข้ามาในประเทศ เรายังไม่รู้จักคำว่า alien species กว่าเราจะรู้จัก มันก็แพร่พันธุ์และเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศใหม่ไปแล้ว</p>
<h2>ทีนี้ คำถามต่อมาคือ ปล่อยปลานิลได้ไหม</h2>
<p>ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทำให้ alien species หลายชนิด ยังพอถูกควบคุมได้ ไม่ได้พังทีเดียวเหมือนเกาะบางเกาะ อย่างเกาะกวม ที่ไม่เคยมีงู พอมีงูโผล่เข้าไป ก็ชิบหายกันทั้งเกาะ ตัวอย่างความยืดหยุ่นทางชีวภาพที่ช่วยควบคุม alien species เช่น ปลาซัคเกอร์ มักเจอตามแหล่งน้ำปิด แหล่งน้ำเน่า คลองที่มีประตูระบายน้ำเท่านั้น ไม่ได้ระบาดไปทั่วแบบอิสระ เพราะจุดอื่นมีกระบวนการทางชีวภาพที่คอยควบคุมไว้ได้</p>
<p>อีกเรื่องที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ระบบนิเวศน้ำจืดแบบเดิมๆของไทย จะเป็นระบบนิเวศแบบน้ำไหล หรือน้ำนิ่ง สลับกับน้ำท่วมขังตามฤดูกาล แต่พอเราไปสร้างเขื่อน สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ ประตูน้ำ ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยน กลายเป็นน้ำนิ่ง ไม่มีน้ำท่วมทุ่ง ผลคือเกิดการระบาดของปลาชะโด ซึ่งเป็นปลานักล่าระดับ top ของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำ แม้ว่าปลาชะโดจะเป็นปลาท้องถื่นของไทย แต่ปลาชะโดจะชอบน้ำนิ่งที่เปิดโล่ง เพราะสามารถขยายพันธุ์ได้ในน้ำนิ่ง  ดังนั้นในระบบนิเวศตามธรรมชาติแบบเดิมๆ ปลาชะโดจะอยู่ได้ในวงจำกัด นอกจากนี้ อาหารของปลาชะโด อย่าง ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาขาว ปลาตะเพียน ล้วนเป็นปลาที่ไม่สามารถขยายพันธ์ุได้ในแหล่งน้ำนิ่ง พอเกิดการบังคับให้น้ำนิ่งด้วยมนุษย์ อย่างการสร้างฝาย สร้างเขื่อน จึงทำให้เกิดการระบาดอย่างหนักของปลาชะโด ปลาท้องถิ่นอื่นๆหายเรียบ นอกจากนี้การสร้างเขื่อน หรือการสร้างตลิ่ังชันๆ ที่ไม่มีพื้นที่น้ำตื้น พืชชายน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนที่หลบภัย และที่ทำรัง ส่งผลให้ปลาท้องถิ่นอื่นๆ ไม่มีที่หลบภัยจากปลาชะโดเลย จะสืบพันธุ์ก็ลำบาก ผลคือปลาชะโดยึดแหล่งน้ำพวกนี้เรียบ ทีนี้มันเกี่ยวกับการปล่อยปลานิลยังไง ที่ผมจะบอกก็คือ พวกพื้นที่น้ำนิ่ง ไม่มีตลิ่ง ไม่มีพืชน้ำ ไม่มีน้ำท่วมทุ่ง ให้หลบภัยและสืบพันธุ์ แต่ปลานิลสามารถขยายพันธุ์ในพื้นที่เหล่านี้ได้ ดังนั้นการที่มีปลานิลเข้าไปอยู่ ก็ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศของเราตรงนี้ ที่ปลาท้องถิ่นส่วนใหญ่เราทำไม่ได้ อย่างน้อยก็มาเป็นแหล่งอาหารชดเชยปลาท้องถิ่นของเราที่หายไปจากระบบนิเวศเดิมที่ถูกมนุษย์เปลี่ยนแปลง</p>
<p>อีกอย่างนึงคือ ปลานิล เป็น alien species ที่สามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาการระบาดของปลานิล ด้วยการไม่ปล่อยปลานิลเพิ่มได้ เพราะมันสามารถเพิ่มจำนวนได้ตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว และเราคงไม่สามารถไปไล่จับมันทุกตัวได้ มันไม่เหมือนปลาดุกบิ๊กอุยที่ทุกตัวเป็นหมัน การไม่ปล่อยเพิ่ม จึงสามารถแก้ปัญหาการระบาดของปลาดุกบิ๊กอุยได้ เพราะถ้าไม่มีการปล่อยเพิ่ม ตัวก่อนๆมันก็ค่อยๆตายไปเรื่อยๆเอง โดยไม่มีการเพิ่มจำนวน</p>
<h3>อ้าวแบบนี้ เราก็ปล่อยปลานิลได้ ไม่มีปัญหาสิ ในเมื่อปล่อยไป นอกจากจะมาทดแทนมาปลาท้องถิ่นที่หายไปในน้ำนิ่งแล้ว ยังไม่มีผลกระทบอะไรเพิ่ม เพราะมันอยู่มานานแล้ว ปล่อยหรือไม่ปล่อยเพิ่ม ก็ไม่ได้ต่างกันมาก</h3>
<p>ช้าก่อนครับ จริงอยู่ที่การไม่ปล่อยเพิ่ม ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาได้มาก แต่การปล่อยเพิ่ม ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาเช่นกัน อันที่จริง ต้องบอกว่าการไม่ปล่อยเพิ่ม จริงๆก็ช่วยอยู่เหมือนกัน อธิบายได้ดังนี้ครับ</p>
<p>ตามทฤษฎีแล้ว alien species เมื่อเข้ามาแรกเริ่มจะไม่มีโรคหรือศัตรูตามธรรมชาติเลย ทำให้ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่พอเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและความยืดหยุ่นสูง สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นจะเริ่มปรับตัวเข้ากับสมาชิกใหม่ และเริ่มมีกระบวนการควบคุม หรือเอาตัวรอดจาก alien species ซึ่งปลานิลอยู่มานานแล้ว จึงเกิดศัตรูตามธรรมชาติของปลานิลในระบบนิเวศใหม่ที่มีปลานิลเป็นสมาชิกแล้ว และยิ่งนานไป หาก alien species ไม่มีสมาชิกเข้ามาเพิ่ม สมาชิกรุ่นหลังๆจะยิ่งอ่อนแอ เพราะมันเกิดการผสมพันธุ์ของพันธุกรรมเดิมๆซ้ำๆ ทำให้รุ่นลูก รุ่นหลาน อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ (เหมือนแต่งงานกันเองในครอบครัว ลูกหลานก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ แบบเดียวกันครับ) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ หอยเชอรี่ ที่พอไม่มีสมาชิกใหม่เข้ามา แม้ช่วงแรกๆอัตราการทำลายจะสูง แต่นานวันไป ก็อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ (บวกกับโดนคนล่ามากินด้วย เลยยิ่งลดความหลากหลายเร็วไปอีก) ในทางกลับกัน เราปล่อยปลานิลเพิ่มเข้าไป ก็เท่ากับไปช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมให้ปลานิล ทำให้ลูกหลานของปลานิล แข็งแรง ไม่อ่อนแอลงตามกาลเวลา ยิ่งในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลกเกิดขึ้นเร็วมากอย่างในปัจจุบันนี้ ความหลากหลายทางพันธุกรรมจะมีผลอย่างมากต่อความอยู่รอดของทุกๆ species เพราะยิ่งมีความหลากหลายมาก ก็ยิ่งปรับตัวได้เก่ง (ยกตัวอย่าง แมลงสาบ ที่แต่ก่อน โดนยาฆ่าแมลงก็ตายง่ายๆ แต่เดี๋ยวนี้อึดขึ้น ตายยากทุกวัน เพราะตัวที่มียีนทนยาฆ่าแมลง พอมันรอดไปได้ มันก็ไปผสมพันธุ์ต่อ ลูกหลานก็มียีนทนยาฆ่าแมลงกันหมด เป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติ)</p>
<p>ดังนั้น ถ้าถามผมว่า ควรปล่อยปลานิลดีไหม ผมขอตอบว่า &#8220;ถ้าเป็นไม่ได้ ก็ไม่ควรปล่อยเพิ่ม จะดีต่อระบบนิเวศของเราที่สุด เพราะอย่างไรเสีย มันก็คือ alien species แม้วันนี้ มันยังไม่สร้างปัญหาอย่างเด่นชัด แต่การมี species ใด species นึง ขยายพันธุ์เกินกว่าความยืดหยุ่นที่ระบบนิเวศจะรับได้ ย่อมไม่เกิดผลดีอย่างแน่นอน&#8221;</p>
<p>สุดท้ายนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ส่งผลให้มีความหยืดหยุ่นทางชีวภาพสูง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของเรานั้น ลดน้อยลงไปทุกวัน ทั้งจากธรรมชาติ จากฝีมือมนุษย์ทั้งที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ ทั้งจาก alien spcies เอง ทำให้ระบบนิเวศเราค่อยๆอ่อนแอลงไปทีละนิด ดังนั้นเราไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท คอยดูแลรักษาต้นทุนทางชีวภาพเหล่านี้ไว้ให้ดีๆ เพราะยิ่งความหลากหลายทางชีวภาพลดลงไปมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดการล่มสลายของห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศอันซับซ้อนก็มีมากขึ้นเท่านั้น และการล่มสลายนี้เหมือนหัวรถจักรที่ถ้าเราไม่ดับเครื่อง มันก็จะเพิ่มความเร็วด้วยอัตราเร่งที่สูงมากขึ้นไปเรื่อยๆอย่างไม่มีวันย้อนกลับมาได้</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/">ปลานิล ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ จริงไหม?</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2337</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ผัดวันประกันพรุ่ง แก่นแห่งการทำลายความสำเร็จ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้วิวัฒนาการ</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Dec 2018 13:58:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=445</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยสงสัยไหมครับ  ทำไมคนเราถึงชอบผัดวันประกันพรุ่งนัก ทั้งๆที่ มันไม่เห็นจะมีข้อดีตรงไหนเลย ผัดวันประกันพรุ่ง แก่นแห่งวิวัฒนาการ จริงๆ การผัดวันประกันพรุ่งเนี่ย มันอยู่ในสันดานของมนุษย์เราครับ การที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ เราต้องเข้าใจวิวัฒนาการของสมองของเราก่อน เมื่อ 400 ร้อยล้านปีก่อน เมื่อสัตว์บกตัวแรกถือกำเนิด เป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สมองของสัตว์พวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วมีแต่ส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับการดำรงชีพพื้นฐานและเอาตัวรอด ควบคุมพวกการหายใจ การสูบฉีดเลือดและระบบไหลเวียนโลหิต สมดุลของอุณหภูมิร่างกาย และถึงแม้ว่าเราจะวิวัฒนาการมาจนเป็นมนุษย์แล้ว สมองส่วนนี้ก็ยังอยู่กับเราในส่วนลึกสุดของสมอง พอดีกับด้านบนของไขสันหลังของเรา เราเรียกสมองส่วนนี้ว่า reptilian brain ทำหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณชีพต่างๆ ถ้าสมองส่วนนี้ทำงานได้ดี เราก็มีชีวิตปกติ แต่ถ้ามันมีปัญหาเมื่อไร นั่นหมายถึงชีวิตเรา ต่อมา 250 ล้านปีที่แล้ว สิ่งมีชีวิตต่างๆวิวัฒนาการสูงขึ้น มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก็มีการพัฒนาสมองส่วน limbic system สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับอารมณ์ และสัญชาตญาณดิบต่างๆ เหมือนสัตว์ป่า ควบคุมความหิว การนอน ความต้องการทางเพศ และอารมณ์...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87/">ผัดวันประกันพรุ่ง แก่นแห่งการทำลายความสำเร็จ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้วิวัฒนาการ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เคยสงสัยไหมครับ  ทำไมคนเราถึงชอบผัดวันประกันพรุ่งนัก ทั้งๆที่ มันไม่เห็นจะมีข้อดีตรงไหนเลย</p>
<h2>ผัดวันประกันพรุ่ง แก่นแห่งวิวัฒนาการ</h2>
<p>จริงๆ การผัดวันประกันพรุ่งเนี่ย มันอยู่ในสันดานของมนุษย์เราครับ การที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ เราต้องเข้าใจวิวัฒนาการของสมองของเราก่อน</p>
<p>เมื่อ 400 ร้อยล้านปีก่อน เมื่อสัตว์บกตัวแรกถือกำเนิด เป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สมองของสัตว์พวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วมีแต่ส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับการดำรงชีพพื้นฐานและเอาตัวรอด ควบคุมพวกการหายใจ การสูบฉีดเลือดและระบบไหลเวียนโลหิต สมดุลของอุณหภูมิร่างกาย และถึงแม้ว่าเราจะวิวัฒนาการมาจนเป็นมนุษย์แล้ว สมองส่วนนี้ก็ยังอยู่กับเราในส่วนลึกสุดของสมอง พอดีกับด้านบนของไขสันหลังของเรา เราเรียกสมองส่วนนี้ว่า reptilian brain ทำหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณชีพต่างๆ ถ้าสมองส่วนนี้ทำงานได้ดี เราก็มีชีวิตปกติ แต่ถ้ามันมีปัญหาเมื่อไร นั่นหมายถึงชีวิตเรา</p>
<p>ต่อมา 250 ล้านปีที่แล้ว สิ่งมีชีวิตต่างๆวิวัฒนาการสูงขึ้น มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก็มีการพัฒนาสมองส่วน limbic system สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับอารมณ์ และสัญชาตญาณดิบต่างๆ เหมือนสัตว์ป่า ควบคุมความหิว การนอน ความต้องการทางเพศ และอารมณ์ โดยเฉพาะพวกอารมณ์ดิบต่างๆ เช่น ความกลัว ความโกรธ ความหึงหวง และความต้องการต่างๆที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจเรา</p>
<p>ต่อมาสัตว์เลี้ยงนมด้วยนมเริ่มพัฒนาสมองส่วน Prefrontal Cortex โดยเฉพาะมนุษย์ซึ่งสมองส่วนนี้พัฒนามากที่สุด สมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการใช้เหตุและผล การเรียนรู้ ความตั้งใจ การคิดวิเคราะห์ การควบคุมตนเอง การใช้ภาษา การวางแผน การที่มนุษย์มีการพัฒนาสมองส่วนนี้มากที่สุด ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเรียนรู้และใช้เหตุและผลได้อย่างดีที่สุด</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="446" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87/attachment/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87-3-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/สมอง-3-ส่วน-e1543932532792.jpg" data-orig-size="600,392" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="สมอง 3 ส่วน" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/สมอง-3-ส่วน-300x196.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/สมอง-3-ส่วน-e1543932532792.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-446" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/สมอง-3-ส่วน-e1543932532792.jpg" alt="" width="600" height="392" /></p>
<p><figure id="attachment_447" aria-describedby="caption-attachment-447" style="width: 553px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" data-attachment-id="447" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87/attachment/three-brains/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/Three-Brains.jpg" data-orig-size="553,329" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="Three-Brains" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/Three-Brains-300x178.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/Three-Brains.jpg" class="wp-image-447 size-full" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/Three-Brains.jpg" alt="" width="553" height="329" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/Three-Brains.jpg 553w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/12/Three-Brains-300x178.jpg 300w" sizes="(max-width: 553px) 100vw, 553px" /><figcaption id="caption-attachment-447" class="wp-caption-text">Source: <a href="http://th.rewardfoundation.org/evolutionarydevelopmentofbrain/">http://th.rewardfoundation.org/evolutionarydevelopmentofbrain/</a></figcaption></figure></p>
<p>ทีนี้ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ คือ สมองน้องใหม่อย่าง prefrontal cortex ที่ควบคุมเรื่องการใช้ตรรกะและเหตุผล มักจะแพ้พี่คนกลางอย่าง limbic system ที่ควบคุมเรื่องอารมณ์เสมอๆ เพราะ limbic system ที่ควบคุมอารมณ์มันเป็นสัญชาตญาณ เหมือนเรารักใครสักคน มันไม่มีเหตุผล หรือเราเห็นของชอบแล้วเกิดหิวอยากกินขึ้นมา ดังนั้นสมองส่วนนี้จึงไวมาก มันไม่เหมือน prefrontal cortex ที่ชักช้า ต้องคิดใคร่ครวญหาเหตุผล ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ สมมติคุณกำลังเลือกตักอาหาร 1 อย่าง ในงานเลี้ยงบุฟเฟ่ limbic system จะบอกให้คุณกระโจนไปหาของที่คุณชอบที่สุด แต่ prefrontal cortex จะมานั่งคิดว่าอาหารไหนมีแคลลอรี่เท่าไร ควรแบ่งสัดส่วนอาหารในมื้อนั้นยังไงจึงจะเหมาะสม คุณว่าฝั่งไหนจะชนะครับ แน่นอนครับว่า เกือบ 100% limbic system ชนะ เพราะมันไวกว่ามากนั่นเอง prefrontal cortex ยังไม่ทันคิดเสร็จ คุณเอาของโปรดเข้าปากคุณไปแล้ว</p>
<p>พูดถึงเรื่อง limbic system บริษัทที่ใช้ประโยชน์จาก limbic system ในสมองเราได้เก่งมากบริษัทนึงเลย คือ apple ครับ ลองคิดดูว่า ถ้า apple ทำโฆษณาสื่อสารไปยังสมองส่วนใช้เหตุและผลของเรา คำโฆษณา คงจะออกมาแบบนี้ &#8220;เราทำคอมพิวเตอร์ที่สุดยอด มีการออกแบบที่สวยงาม เป็นมิตรกับผู้ใช้ ใช้งานง่าย อยากซื้อสักเครื่องไหมครับ?&#8221; แต่ไม่ครับ apple ไม่ทำแบบนั้น apple เลือกที่จะใช้ประโยคที่ไม่มีเหตุผลเลย แต่เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกก่อน ดัง ประโยคนี้ครับ  &#8220;ทุกอย่างที่เราทำ เราทำเพราะเราเชื่อในการท้าทายสิ่งเก่าๆ เราเชื่อในการคิดต่าง และเพื่อท้าทายระบบเก่าๆนั้น เราสร้างผลิตภัณฑ์ของเราให้มีความสวยงาม ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ เราเลยสร้างสุดยอดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา อยากซื้อสักเครื่องไหมครับ?&#8221; จะเห็นได้ว่า apple เลือกที่จะเล่นกับ limbic system ในสมองเราก่อน ก่อนจะบอกว่าของๆเค้าดียังไง เหตุผลใดคุณถึงต้องซื้อมัน ซึ่งเป็นการเล่นกับสมองส่วนเหตุผลของเราในประโยคสุดท้าย ลองอ่านแล้วถามตัวเองดูนะครับว่า คุณอยากซื้อของจากคำโฆษณาไหนมากกว่ากัน?</p>
<p>เรื่องผัดวันประกันพรุ่งก็เหมือนกันครับ เมื่อสมองส่วนอารมณ์เข้าครอบงำแล้ว สมองส่วนเหตุผลจะแทบไม่ต่อต้านอะไรเลย ลองคิดดูว่าระหว่างนั่งทำงานปวดหัว กับเปิด facebook เล่นสักเดี๋ยว สมองส่วนเหตุผลที่แทบยกธงขาว ปล่อยให้สมองส่วนอารมณ์กดเข้า facebook แบบไม่ลังเล</p>
<p>มีข่าวร้ายอีกก็คือ สมองส่วนเหตุและผลอย่าง prefrontal cortex มันต้องใช้พลังในการขบคิด ดังนั้น ยิ่งเรื่องนั้นยากหรือซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร ก็มีโอกาสที่มันจะยอมแพ้สมองส่วนอารมณ์ได้มากขึ้นเท่านั้น Tim Phchyl ได้เคยทำการศึกษาและพบว่ามี 7 ความรู้สึกต่องาน ที่เมื่อเรารู้สึกแบบนี้กับงานนี้แล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการผัดวันประกันพรุ่ง ได้แก่</p>
<ul>
<li>รู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นน่าเบื่อ</li>
<li>สิ่งที่ทำแล้วรู้สึกหงุดหงิด</li>
<li>งานที่มีความยาก หรือรู้สึกว่ายาก</li>
<li>งานที่มีความกำกวม ไม่ชัดเจน</li>
<li>รู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่มีระเบียบ</li>
<li>รู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่น่าสนุก</li>
<li>รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย</li>
</ul>
<p>แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีทางออกซะทีเดียว ข่าวดีคือสมองส่วน prefrontal cortex นี้ สามารถฝึกได้ครับ และเมื่อเราฝึกซ้อมมันบ่อยๆ มันจะเริ่มเข้มแข็งขึ้น เร็วขึ้น จนในที่สุด limbic system ที่ควบคุมอารมณ์จะไม่สามารถเข้าครอบครองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนเราสามารถใช้เหตุและผลเอาชนะอารมณ์ได้ในที่สุด</p>
<p>อธิบายง่ายๆ เหมือนเรากำลังจะหยิบของโปรดสักชิ้นมาทาน ถ้า prefrontal cortex เราฝึกจนแข็งแกร่งมากพอ มันจะเบรกเราไว้ ด้วยข้อเสียที่จะเกิดขึ้นหากคุณทานมัน และมีเวลาตัดสินใจมากขึ้นนั่นเองครับ</p>
<h2>วิธีซ้อมให้สมองส่วนเหตุผลเอาชนะอารมณ์ในเรื่องผัดวันประกันพรุ่ง</h2>
<p>Chris Bailey ได้เขียนไว้ใน Harvard Business Review ว่า วิธีฝึกสมองให้เอาชนะนิสัยเรื่องผัดวันประกันพรุ่งได้ มี 5 วิธี ครับ</p>
<h3>1. ลองหามุมกลับ เมื่อต้องทำงานที่มีแนวโน้มสูงว่าจะมีการผัดวันประกันพรุ่งเกิดขึ้น</h3>
<p>เช่น เมื่อรู้สึกว่าคุณกำลังทำงานที่ยากและน่าเบื่อ และรู้สึกว่าอยากจะเลื่อนงานนั้นออกก่อน เพราะความยากและน่าเบื่อของมัน ให้ลองคิดดูว่างานนั้นเป็นงานที่ท้าทาย และน่าสนุก เช่น อาจสมมติว่ามันเป็นเกมส์ผ่านด่าน ที่เรามีหน้าที่ต้องเล่นให้ผ่านด่านนั้นไปให้ได้</p>
<h3>2. เริ่มลงมือทำ ไม่ว่าจะไม่อยากทำแค่ไหนก็ตาม ลองฝืนเริ่มให้ได้ดู</h3>
<p>ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้น เหมือนคุณขี้เกียจออกไปวิ่ง แต่เชื่อเถอะ ถ้าคุณฝืนพาตัวเองไปที่สนามวิ่งได้ คุณก็วิ่ง อันที่จริง มันเหมือนหัวรถจักรหนักๆที่กว่าจะเคลื่อนตัวได้ตอนแรกช้ามาก แต่พอได้ออก start แล้ว มันจะค่อยๆวิ่งด้วยความเร็วที่สูงขึ้นเป็นอัตราเร่ง หรือให้มองภาพที่ง่ายกว่านั้นก็คือเหมือนคุณจะกลิ้งหินสักก้อน ตอนแรกมันจะหนักมาก แต่พอเริ่มกลิ้งได้ ก็จะง่ายขึ้นและใช้พลังงานน้อยลง การผัดวันประกันพรุ่งก็เหมือนกันครับ ถ้าคุณฝืนเริ่มทำมันได้ มันก็จะค่อยๆไหลต่อของมันเอง</p>
<h3>3. หาจุดที่พอดี</h3>
<p>หลายครั้งที่เราเบื่อสิ่งที่ต้องทำ เพราะเราไม่สามารถหาความพอดีของมันได้ เช่น เราอยากจะไปวิ่ง แต่พอไปแล้วก็เหนื่อย ทรมาน ดีไม่ดี กลับมาปวดเนื้อปวดตัว ทำให้เมื่อคุณอยากจะออกไปวิ่งในครั้งต่อๆไป ความรู้สึกทรมานเหล่านั้นก็ลอยมา คุณจึงต้องใช้พลังใจสูงมากจึงจะฝืนพาตัวเองออกไปวิ่งได้ และแน่นอนว่ากว่าคุณจะสะสมพลังใจมากพอ เวลาก็อาจเลยผ่านเป็นเดือน จนคุณลืมไปแล้วว่าคุณเคยตั้งใจที่จะออกไปวิ่งในทุกๆวัน ถ้ามีปัญหาทำนองนี้ คำแนะนำคือให้หาจุดที่พอดีครับ เช่น ถ้าคุณต้องวิ่ง 10 รอบ แล้วรู้สึกทรมาน เหนื่อยล้ามาก จนไม่อยากวิ่ง ให้ลองค่อยๆลดรอบลง จาก 10 เหลือ 8 เหลือ 6 จนคุณที่ได้รอบที่พอดี คือออกไปวิ่งแล้วรู้สึกมีความสุข ไม่เหนื่อยมาก ไม่ทรมาน กำลังพอดี ให้เริ่มจากจุดนั้นก่อน เพื่อไม่ให้เปลืองพลังใจกับการฝืนตัวเองมากไป จากนั้น เมื่อคุณสามารถเริ่มทำสิ่งนั้นอย่างต่อเนื่องได้แล้ว เดี๋ยวคุณสามารถทำสิ่งนั้นได้มากขึ้นและนานขึ้นเรื่อยๆเอง โดยที่ใช้พลังใจเท่าเดิมหรือน้อยลงเรื่อยๆครับ</p>
<h3>4. หาวิธีที่ทำให้ตระหนักถึงต้นทุนของการผัดวันประกันพรุ่ง</h3>
<p>ความสุขระยะสั้น มักทำให้เป้าหมายระยะยาวของเราพังเสมอครับ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังตระหนักถึงผลเสียของการผัดวันประกันพรุ่งได้น้อยกว่าผลเสียจริงๆของมันอยู่ดี วิธีที่ทำให้เราตระหนัก อาจใช้วิธีเขียนผลเสียของการไม่ทำสิ่งที่จะต้องทำไว้ในจุดที่เห็นชัดๆ เพื่อเตือนตนเองตลอดเวลา เช่น ถ้าคุณตั้งใจลดน้ำหนัก คุณอาจกำลังหาข้ออ้างเพื่อเลื่อนการออกกำลังกายของคุณไว้ก่อน แต่ให้เขียนเตือนตัวเองไว้เลยว่า ถ้าคุณไม่ลดน้ำหนักวันนี้ วันข้างหน้าจะเกิดอะไรกับคุณบ้าง</p>
<p>มีการศึกษามากมาย ที่พบว่า การผัดวันประกันพรุ่งที่ฝังลึกเรื้อรัง เป็นสาเหตุให้ชีวิตครอบครัวพัง ถูกให้ออกจากงาน และสูญเสียความมั่นใจในตนเองครับ</p>
<h3>5. อยู่ให้ห่าง ตัวเบี่ยงเบนความสนใจ</h3>
<p>ลองหาดูว่า อะไรคือตัวเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่กำลังทำเบอร์ 1 ของเรา ให้อยู่ห่างๆสิ่งนั้นไว้ครับ</p>
<p>เช่น ถ้าคุณกำลังตั้งใจลดน้ำหนัก แต่มีเพื่อนสนิทชอบชวนไปกินบุฟเฟ่ ก็ให้อยู่ห่างๆมันไว้ก่อน หรือถ้าคุณรู้สึกว่า มือถือ คือตัวขัดจังหวะการทำงานของคุณ เพราะคุณมักจะลืมตัว แอบเปิดมาเล่น โดยตั้งใจว่า จะแค่เข้า facebook ไปดูการแจ้งเตือนนิดหน่อย แต่พอกดเข้าไปแล้ว คุณก็แช่ยาวจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีก็ไม่อยากกลับไปทำงานตรงหน้าอีกแล้ว ขอเลื่อนไปก่อนอีกสักหน่อยแล้วกัน ถ้าเป็นแบบนี้ แนะนำให้เอามือถือไว้อยู่ห่างๆเวลากำลังทำงาน ยิ่งเข้าถึงได้ยาก ยิ่งดี โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังทำงานที่ยากและน่าเบื่อ เพราะมันมีแนวโน้มสูงมากที่คุณจะหยิบมือถือขึ้นมาเล่น แล้วก็บอกตัวเองว่า เดี๋ยวก่อน ค่อยมาทำต่อละกัน</p>
<p>นอกจากนี้ Timothy Pychyl อาจารย์สอนจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัย Carleton ในกรุง Ottawa ของแคนาดา ได้ให้คำแนะนำเพื่อเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งไว้ดังนี้ครับ</p>
<ol>
<li>แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ให้งานนั้นไม่ใหญ่และยากจนเกินไป จากนั้นก็กำหนดเป้าหมายแล้วเสร็จของทีละส่วนไว้</li>
<li>เริ่มต้นทำงาน เดี๋ยวนี้</li>
<li>เตือนตัวเองถึงประโยชน์ของการทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จในอนาคต และตระหนักถึงผลเสียหากไม่ทำงานชิ้นนี้ในปัจจุบัน</li>
<li>กำหนดบทลงโทษตัวเองถ้าเลื่อนเวลาการทำงานออกไป</li>
<li>ให้รางวัลแก่ตนเองเมื่อทำงานในแต่ละส่วนสำเร็จ</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87/">ผัดวันประกันพรุ่ง แก่นแห่งการทำลายความสำเร็จ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้วิวัฒนาการ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">445</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ผู้นำ 5 ประเภทของขงจื๊อ</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2018 08:19:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=351</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขงจื๊อเป็นนักคิด นักปรัชญา ที่มีชื่อเสียงของจีน แนวคิดของขงจื๊อ ฝังรากลึกอยู่ในเอเซียตะวันออกมากว่า 20 ศตวรรษ ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า &#8220;ผู้ใดเข้าไม่ถึงปรัชญาขงจื๊อ ผู้นั้นไม่มีวันเข้าใจจีนโบราณ&#8221; ทางศาสตร์ด้านตะวันตก เค้าก็มีศาสตร์ในมุมมองของผู้นำแบบตะวันตก เช่น ภาวะผู้นำ 5 ระดับ โดย John C.Maxwell หากใครเคยอ่านมาก่อน แล้วมาอ่านบทความนี้ ก็จะได้อรรถรสไปอีกแบบว่า ตะวันตกนั้น จะได้อารมณ์ความชัดเจน มีเหตุผล เยือกเย็น มีตัวชี้วัดหรืออะไรที่จับต้องได้ ในขณะที่มุมมองแบบตะวันออกนั้นจะอบอุ่น ซับซ้อน มีความผสมกันระหว่างเรื่องสังคม ศีลธรรม จารีต ฝังแน่นอยู่ในทุกจุด และมีความคลุมเคลือ นักปราชญ์ของจีนโบราณล้วนยึดถือตำรา ปรัชญาขงจื๊อ ในสมัย 3 ก๊ก ขงเบ้งคงไม่ได้อ่านตำราของตะวันตก ในการเลือกผู้นำอย่างแน่นอน หากอ่านบทความนี้แล้ว อาจจะเข้าใจก็ได้ว่า ทำไมขงเบ้งถึงเลือกคนนี้มาทำงานนั้น ถึงอย่างนั้นก็เป็นที่น่าสังเกตุว่า...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad/">ผู้นำ 5 ประเภทของขงจื๊อ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขงจื๊อเป็นนักคิด นักปรัชญา ที่มีชื่อเสียงของจีน แนวคิดของขงจื๊อ ฝังรากลึกอยู่ในเอเซียตะวันออกมากว่า 20 ศตวรรษ ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า &#8220;ผู้ใดเข้าไม่ถึงปรัชญาขงจื๊อ ผู้นั้นไม่มีวันเข้าใจจีนโบราณ&#8221;</p>
<p>ทางศาสตร์ด้านตะวันตก เค้าก็มีศาสตร์ในมุมมองของผู้นำแบบตะวันตก เช่น ภาวะผู้นำ 5 ระดับ โดย John C.Maxwell หากใครเคยอ่านมาก่อน แล้วมาอ่านบทความนี้ ก็จะได้อรรถรสไปอีกแบบว่า ตะวันตกนั้น จะได้อารมณ์ความชัดเจน มีเหตุผล เยือกเย็น มีตัวชี้วัดหรืออะไรที่จับต้องได้ ในขณะที่มุมมองแบบตะวันออกนั้นจะอบอุ่น ซับซ้อน มีความผสมกันระหว่างเรื่องสังคม ศีลธรรม จารีต ฝังแน่นอยู่ในทุกจุด และมีความคลุมเคลือ</p>
<p>นักปราชญ์ของจีนโบราณล้วนยึดถือตำรา ปรัชญาขงจื๊อ ในสมัย 3 ก๊ก ขงเบ้งคงไม่ได้อ่านตำราของตะวันตก ในการเลือกผู้นำอย่างแน่นอน หากอ่านบทความนี้แล้ว อาจจะเข้าใจก็ได้ว่า ทำไมขงเบ้งถึงเลือกคนนี้มาทำงานนั้น ถึงอย่างนั้นก็เป็นที่น่าสังเกตุว่า ความสามารถในการเลือกคนของขงเบ้ง ไม่เฉียบแหลมเท่ากับคนอย่างเล่าปี่ หรือโจโฉ จนแสดงให้เห็นความผิดพลาดออกมา เช่น เมื่อครั้งที่ขงเบ้งต้องประหารม้าเจ๊กในครั้งแรกที่มอบหมายงานให้ทำ เนื่องจากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จนนำความพ่ายแพ้มาสู่กองทัพ เป็นต้น นอกจากนี้ เราอาจคิดตามได้ว่า ผู้นำในเรื่องต่างๆ เช่น 3 ก๊ก ผู้นำแต่ละคน จัดเป็นผู้นำประเภทไหน แล้วสุดท้ายทำงานได้ผลลัพธ์เป็นดังที่ขงจื๊อว่าไว้ไหม</p>
<p>อย่างไรก็ดี คำว่า ผู้นำ นั้นมีหลากหลาย ในสมัยก่อนผู้นำจะวนเวียนอยู่กับด้านการทหารและการเมืองการปกครอง ในขณะที่ปัจจุบันนั้นการศึกษาเรื่องความเป็นผู้นำ จะให้ความสำคัญกับผู้นำในองค์กรต่างๆ ที่ต้องนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้</p>
<h2>ผู้นำ 5 ประเภท ตามแบบของขงจื๊อ</h2>
<h3>ระดับที่ 1 ผู้นำในระดับสามัญชน</h3>
<p>ผู้นำในระดับนี้ มีลักษณะดังนี้</p>
<ul>
<li>มักไม่ค่อยสนใจเคารพกฏระเบียบ ถือความคิดและความสบายของตนเองเป็นที่ตั้ง</li>
<li>ไม่สนใจคบหานักปราชญ์ ไม่มีความสนใจใฝ่เรียนรู้</li>
<li>ไม่มีเป้าหมาย หรืออุดมการณ์ สนใจเพียงแต่เรื่องตรงหน้า หรือมีเป้าหมายเพียงแค่งานตรงหน้า หรือแก้ไขเฉพาะหน้าเป็นงานๆไปเท่านั้น</li>
<li>ไม่ยืดหยัดในหลักการ เปลี่ยนความคิดไปเรื่อยๆตามแต่กระแสที่มากระทบ ไม่มีปณิธานเป็นของตนเอง</li>
</ul>
<p>คนประเภทนี้ เมื่อมาเป็นผู้นำ จะบริหารโดยใช้สอยเหล่านักเลง คนพาล ไม่คิดซับซ้อนถึงผลที่ตามมา ทำให้หวังผลในระยะยาวได้ยาก ดีไม่ดี อาจนำองค์กรไปพบกับชะตากรรมอันเลวร้าย ยิ่งถ้าเป็นการปกครองบ้านเมือง ห้ามให้คนประเภทนี้ได้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองเด็ดขาด เพราะต่อให้จะมีอำนาจ บารมี ยิ่งใหญ่สักเพียงใด สุดท้ายก็จะถูกบ่อนทำลายจนหมดสิ้น</p>
<h3>ระดับที่ 2 ผู้นำในระดับบัณฑิต</h3>
<p>ผู้นำในระดับนี้ มีลักษณะดังนี้</p>
<ul>
<li>มีความรู้ และสามารถทำตามความรู้และหลักการบางอย่าง แต่ไม่ได้เข้าใจเหตุผลอย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถบำเพ็ญคุณธรรมอย่างหมดจด</li>
<li>มีความรู้ความเข้าใจจำกัด แต่สามารถยึดกุมและทำตามความรู้ความเข้าใจอันจำกัดนั้นได้อย่างแม่นยำ</li>
<li>มีข้อจำกัดเรื่องระดับความสามารถในการพูด แต่ก็เข้าใจเหตุผลที่กำลังจะพูด</li>
<li>มีข้อจำกัดเรื่องระดับความสามารถในการสื่อด้วยความประพฤติ แต่ก็ระมัดระวังความประพฤติของตนเองเสมอ</li>
<li>สามารถเผชิญความจริง ภายใต้ข้อจำกัดของตนเองได้ดี</li>
</ul>
<p>คนประเภทนี้ มีความรู้ความสามารถจำกัด เวลาทำอะไร จึงทำได้แต่สิ่งที่ไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถหรือทักษะพิเศษอะไรนัก เวลาทำงานหรือกิจการอันใดจึงมักพึ่งพาใช้สอยลูกเมียหรือคนในครอบครัวเป็นหลัก อย่างไรก็ดี กิจการที่พึ่งพาคนในครอบครัวเป็นกำลังหลักในการทำงาน แสดงว่าผู้บริหารเป็นแค่ผู้บริหารธรรมดาสามัญ จะหวังเป็นที่ฝากอนาคตไม่ได้</p>
<h3>ระดับที่ 3 ผู้นำในระดับปราชญ์</h3>
<p>ผู้นำในระดับนี้ มีลักษณะดังนี้</p>
<ul>
<li>ประพฤติตัวอยู่ในทำนองคลองธรรม</li>
<li>มีความรู้ และคุณธรรม มีวาจาที่น่าเชื่อถือ</li>
<li>สามารถเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในแผ่นดินได้</li>
</ul>
<p>คนประเภทนี้ เป็นผู้บริหารที่สามารถพึ่งพาเพื่อนฝูง และญาติมิตรได้บ้าง อาศัยความสัมพันธ์ด้านสายเลือดและมิตรภาพเป็นเครื่องผูกโยง แต่ไม่สามารถไว้วางใจกันจนถึงขั้นเชื่อกันได้อย่างสนิทใจ ทำงานร่วมกันได้เพราะมีสิ่งตอบแทนที่ให้กันตามความเหมาะสมและสมควร</p>
<h3>ระดับที่ 4 ผู้นำในระดับวิญญูชน</h3>
<p>ผู้นำในระดับนี้ มีลักษณะดังนี้</p>
<ul>
<li>ศึกษาหาความรู้ บ่มเพาะคุณธรรมอย่างทุ่มเท มีคุณธรรมสูงส่ง</li>
<li>พูดจริง ทำจริง</li>
<li>ไม่โทษคนอื่น ไม่นินทา พยาบาทว่าร้ายคนอื่น</li>
<li>มีสติปัญญาล้ำลึก แต่ไม่เย่อหยิ่งทะนงตน</li>
<li>มีท่าที่อบอุ่น นอบน้อม อยู่เสมอ</li>
</ul>
<p>คนประเภทนี้ สามารถใช้งานบุคคลทั่วไปได้โดยไม่ต้องอาศัยว่ามีความสัมพันธ์กันมาก่อน เพราะสามารถวางระบบการทำงานได้ดี มีระเบียบวินัย มีการวางแผนถึงอนาคตโดยเข้าใจอดีตและปัจจุบัน สามารถใช้คนให้ถูกกับงาน และสร้างระบบกลไกการตรวจสอบและประเมินผลงาน หากองค์กรใดมีคนประเภทนี้ นับว่ามีโอกาสดี และสามารถเติบโตได้มาก</p>
<h3>ระดับที่ 5 ผู้นำในระดับอริยบุคคล</h3>
<p>ผู้นำในระดับนี้ มีลักษณะดังนี้</p>
<ul>
<li>มีจิตใจสูงส่งน่าเคารพ เลื่อมใส บูชา</li>
<li>สามารถปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ดี</li>
<li>มีสติปัญญาแจ่มจ้าดุจแสงสุริยันจันทรา</li>
<li>เข้าใจเหตุผล และหยั่งรู้รากเหง้าของทุกสรรพสิ่ง</li>
<li>ทำทุกอย่างโดยมีมรรคธรรม และสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อราษฏร โดยที่เหล่าราษฏรก็ไม่รู้ว่ารับบุญคุณจากผู้นั้นมาแล้ว</li>
<li>คนทั่วไปมักไม่รู้ว่าผู้นั้นทำอะไรบ้าง เช่นเดียวกับที่ไม่เข้าใจความลับของฟ้าดิน</li>
</ul>
<p>คนประเภทนี้ สามารถแสวงหาและใช้งานคนในระดับยอดคน และทำให้ผู้นั้นยินดีทำงานด้วยอย่างเต็มกำลังความสามารถ สามารถบังคับบัญชาผู้คน จัดระบบการทำงาน การแข่งขัน การจัดสรรผลประโยชน์ได้อย่างเป็นแบบแผน สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>สุดท้ายนี้ อยากให้ลองคิดกันเล่นๆนะครับ ว่าที่ผ่านมา ประเทศเรามีผู้นำในระดับไหนบ้าง และผลลัพธ์ที่ได้จากผู้นำคนนั้น ตรงตามที่ขงจื้อว่าไว้ไหม?</p>
<p>ถ้าใครสนในเกี่ยวกับขงจื๊อมีหนังสือภาษาไทยหลายเล่มให้อ่านนะครับ อย่างเช่น</p>
<ul>
<li><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claab6n">ขงจื้อ ฉบับปราชญ์ชาวบ้าน โดย อองซก, อธิคม สวัสดิญาณ</a></span></li>
<li><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claab8d">ขงจื๊อ สอนคนธรรมดาให้เป็น ยอดคน โดย ภัทระ ฉลาดแพทย์,ธีระวุฒิ ปัญญา</a></span></li>
<li><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claab9a">วิถีแห่ง ขงจื๊อ ขงเบ้ง โจโฉ สอนให้เป็น &#8220;ยอดคน&#8221; ไร้ขีดจำกัด</a></span></li>
<li><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claaba7">หลุนอี่ว์:ขงจื่อสนทนา</a></span></li>
</ul>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="353" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad/attachment/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/03/ตำราขงจื๊อ.jpg" data-orig-size="960,720" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="ตำราขงจื๊อ" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/03/ตำราขงจื๊อ-300x225.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/03/ตำราขงจื๊อ.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-353" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/03/ตำราขงจื๊อ.jpg" alt="" width="960" height="720" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/03/ตำราขงจื๊อ.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/03/ตำราขงจื๊อ-300x225.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/03/ตำราขงจื๊อ-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad/">ผู้นำ 5 ประเภทของขงจื๊อ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%8a%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">351</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วงการแฮกเกอร์กำลังบอกอะไรกับเรา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Oct 2016 11:32:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=221</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากข่าวนี้ อภิมหา &#8216;แฮก&#8217; แนะเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า มันกำลังบอกอะไรเราหรือเปล่า ย้อนไปเมื่อ 10 ปี ที่แล้ว เรามักจะได้เห็นข่าวเด็กมัธยมอัจฉริยะ แฮกข้อมูลจากหน่วยงานดังๆอย่าง NASA โดยที่ทำไปก็เพื่อลองวิชา หรือไม่ก็เพราะอยากดังเฉยๆ ในขณะที่การแฮกข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้ายังจำกัดอยู่ในวงแคบๆ บริษัทด้าน IT ดังๆนั้นจะมีความปลอดภัยสูงมาก แม้แต่แฮกเกอร์ระดับโลกหลายคนก็ยังเจาะไม่เข้า แต่โลกกำลังเปลี่ยนไปครับ ลองดูว่าเกิดอะไรขึ้น สถิติการแฮก พ.ศ. 2547 AOL บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 92 ล้านบัญชี พ.ศ. 2554 Sony psn บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 77 ล้านบัญชี พ.ศ. 2557 JPMorgan Chase บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 76 ล้านบัญชี พ.ศ. 2557 eBay...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/">วงการแฮกเกอร์กำลังบอกอะไรกับเรา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากข่าวนี้ <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/719956">อภิมหา &#8216;แฮก&#8217; แนะเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ</a></strong></span></span> ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า มันกำลังบอกอะไรเราหรือเปล่า</p>
<p>ย้อนไปเมื่อ 10 ปี ที่แล้ว เรามักจะได้เห็นข่าวเด็กมัธยมอัจฉริยะ แฮกข้อมูลจากหน่วยงานดังๆอย่าง NASA โดยที่ทำไปก็เพื่อลองวิชา หรือไม่ก็เพราะอยากดังเฉยๆ ในขณะที่การแฮกข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้ายังจำกัดอยู่ในวงแคบๆ บริษัทด้าน IT ดังๆนั้นจะมีความปลอดภัยสูงมาก แม้แต่แฮกเกอร์ระดับโลกหลายคนก็ยังเจาะไม่เข้า แต่โลกกำลังเปลี่ยนไปครับ ลองดูว่าเกิดอะไรขึ้น</p>
<h2>สถิติการแฮก</h2>
<p>พ.ศ. 2547 AOL บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 92 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2554 Sony psn บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 77 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2557 JPMorgan Chase บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 76 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2557 eBay บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 145 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2559 Yahoo บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 500 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2559 My Space บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 427 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2559 LinkedIn บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 117 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2559 วีเค บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 100 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2559 Dropbox บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 70 ล้านบัญชี<br />
พ.ศ. 2559 Tumbler บัญชีที่ถูกล้วงข้อมูล 65 ล้านบัญชี</p>
<p>เห็นอะไรไหมครับ การแฮกครั้งใหญ่นั้นเกิดถี่มากขึ้นจนน่ากลัวเลย ในปี 2559 ทุบสถิติเกิดการแฮกครั้งใหญ่ไปแล้ว 6 ครั้ง ที่สำคัญ บริษัท ที่ถูกแฮกนั้นล้วนแต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน IT ที่มีคนเก่งๆอยู่เต็มไปหมด แรงจูงใจของการแฮกก็เปลี่ยนไป โดยมักเป็นการแฮกไปเพื่อขโมยฐานข้อมูลและเอาข้อมูลส่วนตัวที่ได้ไปขายในตลาดมืด</p>
<p>เห็นแบบนี้แล้ว ดูเหมือนว่าการแฮกตู้ atm บ้านเรา กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยใช่ไหมครับ ยิ่งวงการการเงินการธนาคารยิ่งหนัก เพราะเรื่อง IT ไม่ใช่ core business ของเค้า ทำให้ developer และบุคลากร IT เก่งๆที่เค้ามีย่อมมีไม่มาก ไม่แปลกอะไรเลยที่จะถูกเจาะเอาง่ายๆ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม 3 เทพแห่งวงการ IT อย่าง Microsoft, facebook, Google ก็ยังไม่มีใครเจาะได้สำเร็จ ในส่วนของ facebook นั้นจริงอยู่ว่าไม่เคยมีใครเจาะถึงฐานข้อมูล facebook โดยตรงได้ แต่บัญชีของผู้ใช้รายคนก็ถูกแฮกรายวัน โดยวิธีที่แฮกเกอร์ชอบใช้ที่สุดคือ Phishing ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ facebook ในช่วงที่กำลังเติบโตนั้น ต้องการเพิ่มฐาน user อย่างรวดเร็ว จึงเปิดให้ developer ทั่วไปสามารถพัฒนาแอพที่เชื่อมกับ facebook ได้ โดยเฉพาะพวกเกมส์ต่างๆ facebook จึงมีช่องโหว่เรื่อง API ที่เชื่อมต่อกับโปรแกรมภายนอกได้ง่าย อย่างไรก็ดี facebook ก็รู้ตัวดีว่าตัวเองมีช่องโหว่ตรงนี้ ทำให้เชื่อม API เดี๋ยวนี้ยากขึ้นมาก ถึงขั้นต้องถ่ายวีดีโอสาธิตการทำงานก่อนส่งให้ facebook เลยทีเดียว</p>
<p>ลองดูเทคนิคการแฮกบัญชี facebook ที่กำลังใช้กันได้ที่นี่ครับ &gt;&gt;&gt;<span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://www.facebook.com/srisoy14/media_set?set=a.1317050554994721.1073741857.100000693679438&amp;type=3">https://www.facebook.com/srisoy14/media_set…</a></strong></span></span></p>
<p>สำหรับคนธรรมดาทั่วไป วิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อป้องกันการถูกแฮกคือ เปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆครับ หรืออย่างผมที่ทำเว็บไซต์ด้วย บอกเลยว่าวิธีที่เลี่ยงการโจมตีคือ อย่าไปทำตัวเด่น อยู่เงียบๆ เช่น ใช้ host ธรรมดาๆ การไปเช่า host ดังๆต่างประเทศ traffic เยอะๆ แบบนี้คือทำตัวล่อเป้ามากเพราะถ้าแฮกได้แล้วมันเกิด impact เหมือนเว็บตามหน่วยราชการ ที่ถูกแฮกบ่อยๆก็เพราะโดนแฮกแล้วมันเป็นข่าว แฮกแล้วเกิด impact เป็นวงกว้าง ยังไงเราก็สู้พวกนี้ไม่ได้หรอกครับ หลบเอาดีกว่าไปสู้ตรงๆ หรือถ้าเรามีเงินจริงๆ เราสามารถไปซื้อ Cloud Computing เทพๆ อย่าง Microsoft Azure ได้ แบบนี้ก็ปลอดภัยแน่นอน (Microsoft Azure โดนทั้งเจาะ ทั้งบอมด้วย brute force attack ทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่เคยมีใครเจาะได้ครับ)</p>
<p>สำหรับเด็กยุค internet of things ทักษะด้าน IT เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ต่างจากการอ่านออกเขียนได้นะครับ แฮกเกอร์รุ่นใหม่เก่งขึ้นทุกวันจนเทพด้าน IT สมัยก่อนยังต้านไม่ไหว คนอายุ 60 ปี เค้าอยู่เฉยๆแบบ analog เค้าอยู่ได้ แต่เด็กยุค internet of things ลองขาด facebook สักเดือนมีขาดใจตายแน่นอน ทุกวันนี้ในอาชีพสายแฮกเกอร์ก็เป็นอาชีพทำเงินเงียบๆ ที่โพลล์ต่างๆไม่ได้เอามาจัดอันดับ อย่างแฮกเกอร์สายขาวที่แฮกเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ ทุกวันนี้ค่าจ้างอยู่ที่ 150,000 &#8211; 300,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว (แต่คนทำหน้าที่แบบนี้ได้ ต้องเทพมากนะครับ) หรือแฮกเกอร์รับจ้างเพื่อแฮกข้อมูลของคู่แข่งทางธุรกิจ พวกนี้เป็นบุคคลลึกลับ ค่าตัวไม่เปิดเผย ทำอะไรต้องเร็ว เงียบ เก็บ ข้อมูล ลบร่องรอย ออก ไม่ต่างจากบุคคลไร้ตัวตน</p>
<p>&#8220;เทคโนโลยี ถ้าเราใช้มันเป็น มันจะเป็นผู้ช่วยเรา แต่ถ้าใช้ไม่เป็น มันจะมาแทนที่เราครับ&#8221;</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="222" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/attachment/computer-hacker/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/10/computer-hacker.jpg" data-orig-size="960,627" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="computer-hacker" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/10/computer-hacker-300x196.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/10/computer-hacker.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-222" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/10/computer-hacker.jpg" alt="computer-hacker" width="960" height="627" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/10/computer-hacker.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/10/computer-hacker-300x196.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/10/computer-hacker-768x502.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/">วงการแฮกเกอร์กำลังบอกอะไรกับเรา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">221</post-id>	</item>
		<item>
		<title>แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ มันเป็น Vegan ไม่ได้</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%a1%e0%b8%b1/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%a1%e0%b8%b1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jul 2016 20:15:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[Vegan]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์เลี้ยง]]></category>
		<category><![CDATA[แมว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=184</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นเรื่องเกือบเศร้า แต่ยังไม่ได้เคล้าน้ำตา สำหรับข่าวนี้ Cat Forced to be a Vegetarian By Owner Almost Dies เรื่องของเรื่อง เจ้าของแมวตัวนี้ อยากให้แมวตัวเองเป็น Vegan (Vegan คล้ายๆพวกมังสวิรัติแต่ต่างตรงที่ Vegan จะงดบริโภคผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทุกชนิด ในขณะที่มังสริรัติยังบริโภคไข่และนมได้) โดยการให้กินแต่ มันฝรั่ง น้ำนมข้าว พาสต้า จนเจ้าแมวตัวนี้หมดสติ ต้องฟักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลสัตว์ 3 วัน จากนั้นเจ้าแมวตัวนี้ก็อาการดีขึ้น  ข่าวเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แมวเป็นสัตว์กินเนื้อที่แท้จริง (true carnivore) มันไม่สามารถกินอย่างอื่นได้ คือให้มันกิน มันกินได้ครับ แต่แมวจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่จำเป็นจากเนื้อสัตว์เท่านั้น ไม่สามารถทดแทนสารเหล่านั้นด้วยพืชบางชนิดเหมือนคนได้ เพราะระบบย่อยอาหารของแมวไม่สามารถสกัดอาหารจากพืชไปใช้ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางบังคับให้แมวเป็น Vegan เหมือนคนเลี้ยงได้ครับ ยังไงก็ต้องให้มันกินเนื้อ สำหรับคำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับ Vegan...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%a1%e0%b8%b1/">แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ มันเป็น Vegan ไม่ได้</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเรื่องเกือบเศร้า แต่ยังไม่ได้เคล้าน้ำตา สำหรับข่าวนี้<span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://thebestcatpage.com/2016/03/16/cat-forced-vegetarian-owner-almost-dies/"> Cat Forced to be a Vegetarian By Owner Almost Dies</a></span></strong></span> เรื่องของเรื่อง เจ้าของแมวตัวนี้ อยากให้แมวตัวเองเป็น Vegan (Vegan คล้ายๆพวกมังสวิรัติแต่ต่างตรงที่ Vegan จะงดบริโภคผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทุกชนิด ในขณะที่มังสริรัติยังบริโภคไข่และนมได้) โดยการให้กินแต่ มันฝรั่ง น้ำนมข้าว พาสต้า จนเจ้าแมวตัวนี้หมดสติ ต้องฟักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลสัตว์ 3 วัน จากนั้นเจ้าแมวตัวนี้ก็อาการดีขึ้น <span id="more-184"></span></p>
<p>ข่าวเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แมวเป็นสัตว์กินเนื้อที่แท้จริง (true carnivore) มันไม่สามารถกินอย่างอื่นได้ คือให้มันกิน มันกินได้ครับ แต่แมวจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่จำเป็นจากเนื้อสัตว์เท่านั้น ไม่สามารถทดแทนสารเหล่านั้นด้วยพืชบางชนิดเหมือนคนได้ เพราะระบบย่อยอาหารของแมวไม่สามารถสกัดอาหารจากพืชไปใช้ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางบังคับให้แมวเป็น Vegan เหมือนคนเลี้ยงได้ครับ ยังไงก็ต้องให้มันกินเนื้อ สำหรับคำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับ Vegan ที่ต้องการมีเลี้ยงสัตว์ให้เป็น Vegan เหมือนกับเราด้วย คือ ให้เลี้ยงสัตว์กินพืชแทนครับ อย่างเช่น กระต่าย หรือ เต่า เป็นต้นครับ</p>
<p>บางคนอาจจะคิดว่า ปกติก็ให้แมวเป็น Vegan ก็เห็นมันสบายดี ไม่เป็นอะไร ซึ่งเค้าพบว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะ แมวมักล่าอาหารกินเอง เช่น หนู ปลา กบ เขียด ทำให้แมวยังได้รับสารอาหารจากเนื้ออยู่ อย่างไรก็ตาม ระบบย่อยอาหารของแมว ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินพืช ดังนั้นการบังคับให้แมวกินพืชเป็นเวลานาน ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีอยู่ดี</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="185" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%a1%e0%b8%b1/attachment/domestic-cat-726989_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/domestic-cat-726989_960_720.jpg" data-orig-size="960,639" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="domestic-cat-726989_960_720" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/domestic-cat-726989_960_720-300x200.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/domestic-cat-726989_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-185" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/domestic-cat-726989_960_720.jpg" alt="domestic-cat-726989_960_720" width="960" height="639" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/domestic-cat-726989_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/domestic-cat-726989_960_720-300x200.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/domestic-cat-726989_960_720-768x511.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/domestic-cat-726989_960_720-480x320.jpg 480w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%a1%e0%b8%b1/">แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ มันเป็น Vegan ไม่ได้</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%a1%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">184</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ชมเด็กอย่างไรให้ถูกวิธี และไม่เกิดผลเสียตามมา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jun 2016 18:10:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=158</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราคงเคยได้ยินสำนวนประมาณว่า อย่าชมเด็กมากเดี๋ยวเหลิง, ชอบให้ท้ายลูก หรือแม้แต่ ต้องด่ามันบ้าง จะไปชมอย่างเดียวไม่ได้หรอก, ต้องให้เด็กเรียนรู้ถึงความกดดันบ้าง จะได้เข้มแข็ง แต่แนวทางพวกนี้ไม่มีใครรู้จริงๆว่า มันได้ผลจริงหรือเปล่า แล้วผลจริงๆเป็นยังไงกันแน่ เป็นทราบกันดีในทางจิตวิทยามานานมากแล้วว่า คำชมหรือคำด่า มีความสัมพันธ์ต่อระบบการให้รางวัลหรือการลงโทษ การชมหรือการด่าจึงมีผลต่อพฤติกรรม ต่อคนทุกวัย ไม่เฉพาะกับเด็ก แต่เราคงเคยเห็นว่า การชมเด็ก บางครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีเสมอไป เด็กที่เรียนได้เกรดดีๆ แต่พอมีคนไปชมมากๆ กลายเป็นผลการเรียกตกไปก็มี แบบนี้เรียกเหลิงหรือเปล่านะ แล้วต้องชมอย่างไรละ จึงจะถูกวิธี การศึกษาชื่อ Praise for Intelligence Can Undermine Children&#8217;s Motivation and Performance พบว่าการชมที่ผลลัพธ์ (ในการศึกษาใช้คำว่า praise for intelligence) จะให้ผลในทางลบ ตรงข้ามกับการชมที่ความสามารถ (ในการศึกษาใช้คำว่า praise for effort) ที่ทำให้เด็กมีแรงจูงใจและความพยายามมากขึ้น ดังนั้นในการชม...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/">ชมเด็กอย่างไรให้ถูกวิธี และไม่เกิดผลเสียตามมา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราคงเคยได้ยินสำนวนประมาณว่า อย่าชมเด็กมากเดี๋ยวเหลิง, ชอบให้ท้ายลูก หรือแม้แต่ ต้องด่ามันบ้าง จะไปชมอย่างเดียวไม่ได้หรอก, ต้องให้เด็กเรียนรู้ถึงความกดดันบ้าง จะได้เข้มแข็ง แต่แนวทางพวกนี้ไม่มีใครรู้จริงๆว่า มันได้ผลจริงหรือเปล่า แล้วผลจริงๆเป็นยังไงกันแน่<span id="more-158"></span></p>
<p>เป็นทราบกันดีในทางจิตวิทยามานานมากแล้วว่า คำชมหรือคำด่า มีความสัมพันธ์ต่อระบบการให้รางวัลหรือการลงโทษ การชมหรือการด่าจึงมีผลต่อพฤติกรรม ต่อคนทุกวัย ไม่เฉพาะกับเด็ก แต่เราคงเคยเห็นว่า การชมเด็ก บางครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีเสมอไป เด็กที่เรียนได้เกรดดีๆ แต่พอมีคนไปชมมากๆ กลายเป็นผลการเรียกตกไปก็มี แบบนี้เรียกเหลิงหรือเปล่านะ แล้วต้องชมอย่างไรละ จึงจะถูกวิธี</p>
<p>การศึกษาชื่อ <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff; text-decoration: underline;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.uky.edu/~eushe2/mrg/MuellerDweck1998.pdf">Praise for Intelligence Can Undermine Children&#8217;s Motivation and Performance</a></strong></span></span><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #000000;"> <span style="color: #333333;">พบว่าการชมที่ผลลัพธ์ (ในการศึกษาใช้คำว่า praise for intelligence) จะให้ผลในทางลบ ตรงข้ามกับการชมที่ความสามารถ (ในการศึกษาใช้คำว่า praise for effort) ที่ทำให้เด็กมีแรงจูงใจและความพยายามมากขึ้น </span></span></span></p>
<h2><span style="color: #333333;">ดังนั้นในการชม ควรชมที่ความสามารถ เช่น </span></h2>
<ul>
<li>ความพยายาม</li>
<li>ความอดทน</li>
<li>การวางแผน</li>
<li>การเปิดกว้าง</li>
<li>ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก</li>
<li>ไม่กลัวความยาก</li>
<li>ยอมรับความท้าทาย</li>
<li>การปรับปรุงตัวเอง</li>
</ul>
<h2>และควรหลีกเลี่ยงการชมเด็กที่ผลลัพธ์ เช่น</h2>
<ul>
<li>เรียนเก่ง</li>
<li>ได้เกรดดี</li>
<li>คะแนนดี</li>
</ul>
<p>การศึกษาทางจิตวิทยาหลายครั้งพบว่า การชมเด็กที่ผลลัพธ์ที่เค้าทำได้ จะทำให้เค้าติดอยู่ตรงนั้น และยอมแพ้ต่อปัญหาง่ายขึ้น หลายๆครั้งพบว่ามี performance ที่แย่ลง อย่างไรก็ดี หากคนเราได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่มากเพียงพอ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะที่เพียงพอ จะทำให้เข้าใจและยอมรับที่ผลลัพธ์ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ถ้าเป็นคนวัยทำงาน อย่างหัวหน้า ชม ลูกน้องที่ผลลัพธ์ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงาน ก็สามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา และมักได้ผลลัพธ์ที่ดีด้วย</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="159" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/attachment/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/ผลของคำชมต่อความพยายามของเด็กในการแก้ไขปัญหา.jpg" data-orig-size="531,570" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="ผลของคำชมต่อความพยายามของเด็กในการแก้ไขปัญหา" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/ผลของคำชมต่อความพยายามของเด็กในการแก้ไขปัญหา-279x300.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/ผลของคำชมต่อความพยายามของเด็กในการแก้ไขปัญหา.jpg" class="aligncenter wp-image-159 size-full" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/ผลของคำชมต่อความพยายามของเด็กในการแก้ไขปัญหา.jpg" alt="กราฟแสดงจำนวนการแก้ไขปัญหาของเด็กก่อนล้มเหลวและหลังล้มเหลว เมื่อได้รับคำชมที่แตกต่างกัน" width="531" height="570" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/ผลของคำชมต่อความพยายามของเด็กในการแก้ไขปัญหา.jpg 531w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/ผลของคำชมต่อความพยายามของเด็กในการแก้ไขปัญหา-279x300.jpg 279w" sizes="(max-width: 531px) 100vw, 531px" /></p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://www.uky.edu/~eushe2/mrg/MuellerDweck1998.pdf">Source: <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff; text-decoration: underline;"><strong>Claudia M. Mueller and Carol S. Dweck, Praise for Intelligence Can Undermine Children&#8217;s Motivation and Performance, Journal of Personality and Social Psychology 1998, Vol. 75, No. 1, 33-52</strong></span></span></a></p>
<p style="text-align: center;">จากกราฟจะเห็นได้ว่าการชมเด็กที่ความสามารถ (เส้นไข่ปลา) จะทำให้เด็กสู้มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่พบกับความล้มเหลว ในขณะที่การชมเด็กที่ผลลัพธ์ จะทำให้เด็กถอดใจยอมแพ้มากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเจอความล้มเหลว</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="162" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/attachment/children-1160096_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/children-1160096_960_720.jpg" data-orig-size="960,640" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="children-1160096_960_720" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/children-1160096_960_720-300x200.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/children-1160096_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-162" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/children-1160096_960_720.jpg" alt="children-1160096_960_720" width="960" height="640" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/children-1160096_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/children-1160096_960_720-300x200.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/children-1160096_960_720-768x512.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/children-1160096_960_720-480x320.jpg 480w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>สุดท้ายนี้ อยากแนะนำ หนังสือ <span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://invol.co/claabku">คู่มือออกแบบการเรียนรู้เพื่อสร้าง Growth Mindset</a> </span>ซึ่งเหมาะกับครู และผู้ปกครองมากๆครับ</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/">ชมเด็กอย่างไรให้ถูกวิธี และไม่เกิดผลเสียตามมา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">158</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ทำไมกรุงเทพถึงน้ำท่วม</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jun 2016 17:24:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=127</guid>

					<description><![CDATA[<p>เข้าสู่ฤดูฝนแล้วและปีนี้ก็เหมือนทุกๆที่ น้ำท่วม ท่วมซ้ำซาก ท่วมทุกปี ท่วมแล้วรถก็ติด ติดซ้ำซาก ติดทุกวัน บทความนี้จะไม่โทษว่าใครเป็นต้นเหตุ และไม่ไล่ให้ใครไปอยู่บนดอยนะครับ ว่าด้วยเรื่องวิชาการล้วนๆ น้ำท่วมกรุงเทพเกิดจาก 2 สาเหตุครับ เกิดจากความสูงของ กทม. กับน้ำดับน้ำทะเล ความจริงคือกรุงเทพสูงกว่าน้ำทะเลน้อยมาก จุดต่ำสุดสูงกว่าน้ำทะเลเพียง 0.5 เมตร และจุดสูงสุดสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 2 เมตรเท่านั้น การสูบน้ำบาดาล โดยเฉพาะในกรุงเทพซีกตะวันออก ทำให้พื้นดินเตี้ยลงปีละ 3 มม. นอกจากนี้ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปีด้วย ส่งผลให้น้ำท่วมมากขึ้นและหนักขึ้นเรื่อยๆทุกปี โดยเฉพาะช่วงน้ำทะเลหนุนสูง 2. การขยายตัวของตัวเมือง กรุงเทพจัดเป็นเมืองที่มีการขยายตัวเร็วมากเมืองหนึ่งของโลก สิ่งที่ตามมาคือพื้นที่สีเขียวหายไป กลายเป็นปูนซะหมด ซึ่งพื้นปูนเป็นตัวกันน้ำไม่ให้ซึมลงดิน ดังนั้นการระบายน้ำมีวิธีเดียวคือใช้ท่อระบายน้ำ ซึ่งท่อระบายน้ำโดยทั่วไปแล้วจะระบายน้ำได้เพียง 15% เท่านั้น เว้นแต่ว่าจะคำนวณเผื่อไว้ ซึ่งในพื้นที่ที่ไม่มีดินเลย มีแต่ปูนทั้งหมด น้ำที่ตกลงมาจะระเหยไป...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/">ทำไมกรุงเทพถึงน้ำท่วม</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เข้าสู่ฤดูฝนแล้วและปีนี้ก็เหมือนทุกๆที่ น้ำท่วม ท่วมซ้ำซาก ท่วมทุกปี ท่วมแล้วรถก็ติด ติดซ้ำซาก ติดทุกวัน บทความนี้จะไม่โทษว่าใครเป็นต้นเหตุ และไม่ไล่ให้ใครไปอยู่บนดอยนะครับ ว่าด้วยเรื่องวิชาการล้วนๆ</p>
<p>น้ำท่วมกรุงเทพเกิดจาก 2 สาเหตุครับ<span id="more-127"></span></p>
<ol>
<li>เกิดจากความสูงของ กทม. กับน้ำดับน้ำทะเล</li>
</ol>
<p>ความจริงคือกรุงเทพสูงกว่าน้ำทะเลน้อยมาก จุดต่ำสุดสูงกว่าน้ำทะเลเพียง 0.5 เมตร และจุดสูงสุดสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 2 เมตรเท่านั้น การสูบน้ำบาดาล โดยเฉพาะในกรุงเทพซีกตะวันออก ทำให้พื้นดินเตี้ยลงปีละ 3 มม. นอกจากนี้ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปีด้วย ส่งผลให้น้ำท่วมมากขึ้นและหนักขึ้นเรื่อยๆทุกปี โดยเฉพาะช่วงน้ำทะเลหนุนสูง</p>
<p>2. การขยายตัวของตัวเมือง</p>
<p>กรุงเทพจัดเป็นเมืองที่มีการขยายตัวเร็วมากเมืองหนึ่งของโลก สิ่งที่ตามมาคือพื้นที่สีเขียวหายไป กลายเป็นปูนซะหมด ซึ่งพื้นปูนเป็นตัวกันน้ำไม่ให้ซึมลงดิน ดังนั้นการระบายน้ำมีวิธีเดียวคือใช้ท่อระบายน้ำ ซึ่งท่อระบายน้ำโดยทั่วไปแล้วจะระบายน้ำได้เพียง 15% เท่านั้น เว้นแต่ว่าจะคำนวณเผื่อไว้ ซึ่งในพื้นที่ที่ไม่มีดินเลย มีแต่ปูนทั้งหมด น้ำที่ตกลงมาจะระเหยไป 30% อีก 15% สามารถระบายออกไปได้ทันเวลา เหลือถึง 55% ที่เจิ่งนองบนถนน ทำให้น้ำท่วม ในขณะที่พื้นที่ที่เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ 50% จะถูกดินดูดซับไว้ และค่อยๆปล่อยลงแม่น้ำในเวลาต่อมา 40% จะระเหยไป เหลือเพียง 10% ที่เจิ่งนองอยู่บนพื้น</p>
<p>สำหรับในชนบทน้ำจะซึมผ่านดิน และดินจะอุ้มน้ำไว้ประมาณ 42% น้ำจะระเหยไปอีก 38% เหลือ 20% ที่เจิ่งนองบนพื้น และสำหรับพื้นที่ที่เริ่มมีความเป็นเมืองขึ้นมา น้ำฝน 35% จะถูกดินดูดซับไว้และระบายออกไปได้ ระเหยไปอีก 35% เหลือเจิ่งนองบนพื้นถนน 30%</p>
<p>จะเห็นได้ว่า ยิ่งความเป็นตัวเมืองขยายไปมากขึ้นเท่าไร ก็มีความเสี่ยงที่น้ำจะไม่สามารถระบายได้ทันเนื่องจากพื้นที่ดินที่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้มากเท่านั้น ทุกอย่างจึงพึ่งอยู่กับระบบการระบายน้ำเพียงอย่างเดียว</p>
<p>ตัวเลขที่ผมเอามาเป็นตัวเลขการประมาณเท่านั้นนะครับ <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://cfpub.epa.gov/watertrain/moduleFrame.cfm?parent_object_id=170#">ดูแหล่งที่มาพร้อมรูปภาพประกอบได้ที่นี่</a></strong></span></p>
<p>สำหรับกรุงเทพเรานั้นท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ยืนยันว่าหากอุโมงระบายน้ำเสร็จเมื่อไหร่ รับรองน้ำสามารถระบายได้ทันแน่นอน ก็คงต้องรอดูกันต่อไปครับ</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="130" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/attachment/flood-989084_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/flood-989084_960_720.jpg" data-orig-size="960,640" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="flood-989084_960_720" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/flood-989084_960_720-300x200.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/flood-989084_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-130" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/flood-989084_960_720.jpg" alt="flood-989084_960_720" width="960" height="640" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/flood-989084_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/flood-989084_960_720-300x200.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/flood-989084_960_720-768x512.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/flood-989084_960_720-480x320.jpg 480w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/">ทำไมกรุงเทพถึงน้ำท่วม</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">127</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
