<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิวัฒนาการ Archives - A blog</title>
	<atom:link href="https://www.itisablogsite.com/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.itisablogsite.com/tag/วิวัฒนาการ/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sat, 14 Jan 2023 19:03:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>

<image>
	<url>https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/cropped-ablog-1-32x32.png</url>
	<title>วิวัฒนาการ Archives - A blog</title>
	<link>https://www.itisablogsite.com/tag/วิวัฒนาการ/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">112643113</site>	<item>
		<title>ปลานิล ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ จริงไหม?</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2020 13:04:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักษะชีวิต/ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[Alien species]]></category>
		<category><![CDATA[การคัดเลือกตามธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศ]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=2337</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในเหล่าบรรดาปลา Alien species ทั้งหมด ปลานิลดูจะเป็นปลาชนิดเดียว ที่ดูจะเป็นผู้ร้ายน้อยที่สุด ทั้งๆที่ทุกคนต่างก็ยอมรับว่ามันเป็น Alien species อาจเป็นเพราะมันเป็นปลาที่หาง่าย เนื้ออร่อย และสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมหาศาล ด้วยมูลค่าการส่งออกที่สูงลิ่ว จนหลายมองว่ามันมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และมองข้ามผลกระทบต่อระบบนิเวศไป แต่ถ้าเรามาโฟกัสกันที่ผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างเดียวล่ะ ปลานิลจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศมากน้อยขนาดไหน จะเหมือนปลาดุกบิ๊กอุยที่กำลังมีประเด็นดราม่ากันอยู่ไหม หรือว่าเหมือนปลาซัคเกอร์ที่เคยปวดหัวกันถึงขั้น ต้องระดมสมองใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างเมนูมาเพื่อช่วยกันกินลดจำนวนมันโดยเฉพาะ อันที่จริงแล้ว นักอนุรักษ์ก็เถียงกันมานานครับว่า จริงๆปลานิลมันสร้างผลเสียต่อระบบนิเวศมากน้อยขนาดไหน ดังนี้ ปลานิลเป็นปลาที่หากินเก่ง และขยายพันธ์ุได้ดี แต่ไม่ได้กินปลาท้องถิ่นแบบเฉพาะเจาะลง คือมันทำลายระบบนิเวศด้วยการแย่งอาหารปลาท้องถิ่น ซึ่งปลานิลมันก็กินเก่งและเพิ่มจำนวนไว เป็นไปได้ว่าปลาท้องถิ่นที่กินอาหารคล้ายๆปลานิลจะได้รับผลกระทบ จากการขาดอาหารที่โดนปลานิลแย่ง ปลานิลเข้ามาในไทย 50 ปีแล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่า alien species ทำให้ไม่ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบของปลานิลในช่วงแรกๆที่เข้ามาเลย การมาศึกษาตอนนี้ก็ยากแล้ว เพราะมันเป็นส่วนนึงของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศใหม่ไปแล้ว การที่ปลานิล ไม่ได้ทำลายปลาท้องถื่นแบบเฉพาะเจาะจง ทำให้การทดลองโดยการนำปลาท้องถิ่นชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นตัวแทนที่ใช้ในการศึกษายาก และการลดลงของปลาท้องถื่นทั้งหมด ก็ยากจะบอกว่ามาจากปลานิลหรือมาจากส่วนประกอบอื่นด้วย...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/">ปลานิล ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ จริงไหม?</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในเหล่าบรรดาปลา Alien species ทั้งหมด ปลานิลดูจะเป็นปลาชนิดเดียว ที่ดูจะเป็นผู้ร้ายน้อยที่สุด ทั้งๆที่ทุกคนต่างก็ยอมรับว่ามันเป็น Alien species อาจเป็นเพราะมันเป็นปลาที่หาง่าย เนื้ออร่อย และสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมหาศาล ด้วยมูลค่าการส่งออกที่สูงลิ่ว จนหลายมองว่ามันมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และมองข้ามผลกระทบต่อระบบนิเวศไป แต่ถ้าเรามาโฟกัสกันที่ผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างเดียวล่ะ ปลานิลจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศมากน้อยขนาดไหน จะเหมือนปลาดุกบิ๊กอุยที่กำลังมีประเด็นดราม่ากันอยู่ไหม หรือว่าเหมือนปลาซัคเกอร์ที่เคยปวดหัวกันถึงขั้น ต้องระดมสมองใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างเมนูมาเพื่อช่วยกันกินลดจำนวนมันโดยเฉพาะ</p>
<h2>อันที่จริงแล้ว นักอนุรักษ์ก็เถียงกันมานานครับว่า จริงๆปลานิลมันสร้างผลเสียต่อระบบนิเวศมากน้อยขนาดไหน ดังนี้</h2>
<ol>
<li>ปลานิลเป็นปลาที่หากินเก่ง และขยายพันธ์ุได้ดี แต่ไม่ได้กินปลาท้องถิ่นแบบเฉพาะเจาะลง คือมันทำลายระบบนิเวศด้วยการแย่งอาหารปลาท้องถิ่น ซึ่งปลานิลมันก็กินเก่งและเพิ่มจำนวนไว เป็นไปได้ว่าปลาท้องถิ่นที่กินอาหารคล้ายๆปลานิลจะได้รับผลกระทบ จากการขาดอาหารที่โดนปลานิลแย่ง</li>
<li>ปลานิลเข้ามาในไทย 50 ปีแล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่า alien species ทำให้ไม่ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบของปลานิลในช่วงแรกๆที่เข้ามาเลย การมาศึกษาตอนนี้ก็ยากแล้ว เพราะมันเป็นส่วนนึงของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศใหม่ไปแล้ว</li>
<li>การที่ปลานิล ไม่ได้ทำลายปลาท้องถื่นแบบเฉพาะเจาะจง ทำให้การทดลองโดยการนำปลาท้องถิ่นชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นตัวแทนที่ใช้ในการศึกษายาก และการลดลงของปลาท้องถื่นทั้งหมด ก็ยากจะบอกว่ามาจากปลานิลหรือมาจากส่วนประกอบอื่นด้วย (ควบคุมตัวแปรในการศึกษายาก) ยกตัวอย่างง่ายๆ ปลาซัคเกอร์เกอร์กินไข่ปลา ทำให้ปลาท้องถื่นบางชนิดหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ปลานิลไม่ได้เฉพาะเจาะจงแบบนั้น บวกกับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ทำให้มีความยืดหยุ่นทางชีวภาพสูง มี alien species เข้ามาสักบ้าง ระบบนิเวศก็พอรับไหว ไม่เหมือนบางที่ๆระบบนิเวศเปราะบางมาก เจอ alien species แค่ชนิดเดียว อาจเป็นหายนะถึงขั้นสูญพันธ์ครั้งใหญ่ได้เลย  ส่งผลให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนาน 10 20 ปี ในระบบนิเวศที่ไม่ถูกรบกวนจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น สร้างเขื่อน ปลาท้องถิ่นหน้าเดิมๆก็ยังอยู่กันครบ แต่จำนวนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจำนวนที่เปลี่ยนแปลง ก็บอกไม่ได้ว่า ปลานิลมีผลขนาดไหน หลายคนเชื่อว่า ปัจจัยอื่นของมนุษย์มีผลมากกว่า หรือในบางครั้งผลการศึกษาก็ออกมาแบบงงๆ เช่น ปลานิลกินอาหารคล้ายปลาตะเพียน ทำให้เชื่อว่าปลานิลพออยู่กับปลาตะเพียน จะแย่งอาหารปลาตะเพียน ทำให้ปลาตะเพียนไม่โต และลดจำนวนลง แต่พอศึกษาศึกษาจริงๆ ดันกลายเป็นปลานิลที่ไมโต และไม่เพิ่มจำนวน แพ้ปลาตะเพียนซะงั้น</li>
<li>มีการศึกษาว่า การปล่อยปลานิลจำนวนมาก ในระบบนิเวศปิด ที่มีความยืดหยุ่นทางชีวภาพต่ำ ทำให้ปลาท้องถิ่นบางชนิดสูญพันธ์จริง  แต่ในทางกลับกัน การปล่อยปลาท้องถิ่นจำนวนมาก ลงในระบบนิเวศแบบเดียวกัน ก็ทำให้ปลาท้องถิ่นบางชนิดสูญพันธ์ได้เหมือนกัน</li>
<li>ปลานิล ไม่ได้เป็น alien ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติเลย แต่ปลาท้องถิ่นหลายชนิดก็ล่าปลานิล หรือลูกปลานิล เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาเค้า ปลากระพง ปลาบู่ หรือแม้แต่ปลากราย ก็เป็นศัตรูตามธรรมชาติที่คอยควบคุมประชากรของปลานิล</li>
<li>ปลานิลไม่ได้เป็น alien species ที่ไม่มีจุดอ่อนเลย อันที่จริง ปลานิลมีจุดอ่อนหลายจุด คือ ปลานิล ชอบน้ำนิ่ง แต่แพ้น้ำเชี่ยว ทำให้ไม่สามารถขยายพันธุ์ไปในบริเวณที่น้ำไหลแรงๆได้ (แต่สิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ ทำให้น้ำนิ่งมีมากขึ้น ทำให้ปลานิลระบาดได้ในวงกว้างมากขึ้น) นอกจากนี้ ปลานิลแพ้น้ำเพิ่มหรือลดเร็วๆ ไม่เหมือนปลาท้องถิ่นของไทยหลายๆชนิดที่เคยชินกับการที่ไทยน้ำเยอะในฤดูฝน แต่อาจแล้งถึงขั้นแห้งคอดในฤดูแล้ง (ปลาท้องถิ่นไทยหลายชนิดอย่างปลาช่อน ปลาหมอ ปลาดุก มุดดินจำศีลได้หนีแล้งได้ แต่ถ้าน้ำแห้ง ปลานิลตายแน่นอน)</li>
<li>บางคนเชื่อว่า ปลานิลเป็น alien ที่มีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะไม่ใช่ Invasive alien species เต็มขั้นแบบปลาดุกบิ๊กอุย หรือปลาปลาซัคเกอร์เกอร์ แม้ว่าจะแย่งอาหารปลาท้องถิ่น แต่ก็กินผักตบชวา ตะไคร้น้ำ และช่วยควบคุมประชากรของยุง แต่ก็มีการศึกษาว่า ปลานิลกินไข่และลูกปลาท้องถิ่นบางชนิดด้วยจริง แต่ผลกระทบสุดท้าย ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะมันกินไปทั่ว ทั้งพืชและสัตว์</li>
</ol>
<p>สรุป ผลกระทบ ไม่ชัดเจน ศึกษายาก เนื่องจากตอนเข้ามาในประเทศ เรายังไม่รู้จักคำว่า alien species กว่าเราจะรู้จัก มันก็แพร่พันธุ์และเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศใหม่ไปแล้ว</p>
<h2>ทีนี้ คำถามต่อมาคือ ปล่อยปลานิลได้ไหม</h2>
<p>ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทำให้ alien species หลายชนิด ยังพอถูกควบคุมได้ ไม่ได้พังทีเดียวเหมือนเกาะบางเกาะ อย่างเกาะกวม ที่ไม่เคยมีงู พอมีงูโผล่เข้าไป ก็ชิบหายกันทั้งเกาะ ตัวอย่างความยืดหยุ่นทางชีวภาพที่ช่วยควบคุม alien species เช่น ปลาซัคเกอร์ มักเจอตามแหล่งน้ำปิด แหล่งน้ำเน่า คลองที่มีประตูระบายน้ำเท่านั้น ไม่ได้ระบาดไปทั่วแบบอิสระ เพราะจุดอื่นมีกระบวนการทางชีวภาพที่คอยควบคุมไว้ได้</p>
<p>อีกเรื่องที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ระบบนิเวศน้ำจืดแบบเดิมๆของไทย จะเป็นระบบนิเวศแบบน้ำไหล หรือน้ำนิ่ง สลับกับน้ำท่วมขังตามฤดูกาล แต่พอเราไปสร้างเขื่อน สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ ประตูน้ำ ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยน กลายเป็นน้ำนิ่ง ไม่มีน้ำท่วมทุ่ง ผลคือเกิดการระบาดของปลาชะโด ซึ่งเป็นปลานักล่าระดับ top ของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำ แม้ว่าปลาชะโดจะเป็นปลาท้องถื่นของไทย แต่ปลาชะโดจะชอบน้ำนิ่งที่เปิดโล่ง เพราะสามารถขยายพันธุ์ได้ในน้ำนิ่ง  ดังนั้นในระบบนิเวศตามธรรมชาติแบบเดิมๆ ปลาชะโดจะอยู่ได้ในวงจำกัด นอกจากนี้ อาหารของปลาชะโด อย่าง ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาขาว ปลาตะเพียน ล้วนเป็นปลาที่ไม่สามารถขยายพันธ์ุได้ในแหล่งน้ำนิ่ง พอเกิดการบังคับให้น้ำนิ่งด้วยมนุษย์ อย่างการสร้างฝาย สร้างเขื่อน จึงทำให้เกิดการระบาดอย่างหนักของปลาชะโด ปลาท้องถิ่นอื่นๆหายเรียบ นอกจากนี้การสร้างเขื่อน หรือการสร้างตลิ่ังชันๆ ที่ไม่มีพื้นที่น้ำตื้น พืชชายน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนที่หลบภัย และที่ทำรัง ส่งผลให้ปลาท้องถิ่นอื่นๆ ไม่มีที่หลบภัยจากปลาชะโดเลย จะสืบพันธุ์ก็ลำบาก ผลคือปลาชะโดยึดแหล่งน้ำพวกนี้เรียบ ทีนี้มันเกี่ยวกับการปล่อยปลานิลยังไง ที่ผมจะบอกก็คือ พวกพื้นที่น้ำนิ่ง ไม่มีตลิ่ง ไม่มีพืชน้ำ ไม่มีน้ำท่วมทุ่ง ให้หลบภัยและสืบพันธุ์ แต่ปลานิลสามารถขยายพันธุ์ในพื้นที่เหล่านี้ได้ ดังนั้นการที่มีปลานิลเข้าไปอยู่ ก็ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศของเราตรงนี้ ที่ปลาท้องถิ่นส่วนใหญ่เราทำไม่ได้ อย่างน้อยก็มาเป็นแหล่งอาหารชดเชยปลาท้องถิ่นของเราที่หายไปจากระบบนิเวศเดิมที่ถูกมนุษย์เปลี่ยนแปลง</p>
<p>อีกอย่างนึงคือ ปลานิล เป็น alien species ที่สามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาการระบาดของปลานิล ด้วยการไม่ปล่อยปลานิลเพิ่มได้ เพราะมันสามารถเพิ่มจำนวนได้ตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว และเราคงไม่สามารถไปไล่จับมันทุกตัวได้ มันไม่เหมือนปลาดุกบิ๊กอุยที่ทุกตัวเป็นหมัน การไม่ปล่อยเพิ่ม จึงสามารถแก้ปัญหาการระบาดของปลาดุกบิ๊กอุยได้ เพราะถ้าไม่มีการปล่อยเพิ่ม ตัวก่อนๆมันก็ค่อยๆตายไปเรื่อยๆเอง โดยไม่มีการเพิ่มจำนวน</p>
<h3>อ้าวแบบนี้ เราก็ปล่อยปลานิลได้ ไม่มีปัญหาสิ ในเมื่อปล่อยไป นอกจากจะมาทดแทนมาปลาท้องถิ่นที่หายไปในน้ำนิ่งแล้ว ยังไม่มีผลกระทบอะไรเพิ่ม เพราะมันอยู่มานานแล้ว ปล่อยหรือไม่ปล่อยเพิ่ม ก็ไม่ได้ต่างกันมาก</h3>
<p>ช้าก่อนครับ จริงอยู่ที่การไม่ปล่อยเพิ่ม ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาได้มาก แต่การปล่อยเพิ่ม ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาเช่นกัน อันที่จริง ต้องบอกว่าการไม่ปล่อยเพิ่ม จริงๆก็ช่วยอยู่เหมือนกัน อธิบายได้ดังนี้ครับ</p>
<p>ตามทฤษฎีแล้ว alien species เมื่อเข้ามาแรกเริ่มจะไม่มีโรคหรือศัตรูตามธรรมชาติเลย ทำให้ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่พอเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและความยืดหยุ่นสูง สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นจะเริ่มปรับตัวเข้ากับสมาชิกใหม่ และเริ่มมีกระบวนการควบคุม หรือเอาตัวรอดจาก alien species ซึ่งปลานิลอยู่มานานแล้ว จึงเกิดศัตรูตามธรรมชาติของปลานิลในระบบนิเวศใหม่ที่มีปลานิลเป็นสมาชิกแล้ว และยิ่งนานไป หาก alien species ไม่มีสมาชิกเข้ามาเพิ่ม สมาชิกรุ่นหลังๆจะยิ่งอ่อนแอ เพราะมันเกิดการผสมพันธุ์ของพันธุกรรมเดิมๆซ้ำๆ ทำให้รุ่นลูก รุ่นหลาน อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ (เหมือนแต่งงานกันเองในครอบครัว ลูกหลานก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ แบบเดียวกันครับ) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ หอยเชอรี่ ที่พอไม่มีสมาชิกใหม่เข้ามา แม้ช่วงแรกๆอัตราการทำลายจะสูง แต่นานวันไป ก็อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ (บวกกับโดนคนล่ามากินด้วย เลยยิ่งลดความหลากหลายเร็วไปอีก) ในทางกลับกัน เราปล่อยปลานิลเพิ่มเข้าไป ก็เท่ากับไปช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมให้ปลานิล ทำให้ลูกหลานของปลานิล แข็งแรง ไม่อ่อนแอลงตามกาลเวลา ยิ่งในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลกเกิดขึ้นเร็วมากอย่างในปัจจุบันนี้ ความหลากหลายทางพันธุกรรมจะมีผลอย่างมากต่อความอยู่รอดของทุกๆ species เพราะยิ่งมีความหลากหลายมาก ก็ยิ่งปรับตัวได้เก่ง (ยกตัวอย่าง แมลงสาบ ที่แต่ก่อน โดนยาฆ่าแมลงก็ตายง่ายๆ แต่เดี๋ยวนี้อึดขึ้น ตายยากทุกวัน เพราะตัวที่มียีนทนยาฆ่าแมลง พอมันรอดไปได้ มันก็ไปผสมพันธุ์ต่อ ลูกหลานก็มียีนทนยาฆ่าแมลงกันหมด เป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติ)</p>
<p>ดังนั้น ถ้าถามผมว่า ควรปล่อยปลานิลดีไหม ผมขอตอบว่า &#8220;ถ้าเป็นไม่ได้ ก็ไม่ควรปล่อยเพิ่ม จะดีต่อระบบนิเวศของเราที่สุด เพราะอย่างไรเสีย มันก็คือ alien species แม้วันนี้ มันยังไม่สร้างปัญหาอย่างเด่นชัด แต่การมี species ใด species นึง ขยายพันธุ์เกินกว่าความยืดหยุ่นที่ระบบนิเวศจะรับได้ ย่อมไม่เกิดผลดีอย่างแน่นอน&#8221;</p>
<p>สุดท้ายนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ส่งผลให้มีความหยืดหยุ่นทางชีวภาพสูง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของเรานั้น ลดน้อยลงไปทุกวัน ทั้งจากธรรมชาติ จากฝีมือมนุษย์ทั้งที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ ทั้งจาก alien spcies เอง ทำให้ระบบนิเวศเราค่อยๆอ่อนแอลงไปทีละนิด ดังนั้นเราไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท คอยดูแลรักษาต้นทุนทางชีวภาพเหล่านี้ไว้ให้ดีๆ เพราะยิ่งความหลากหลายทางชีวภาพลดลงไปมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดการล่มสลายของห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศอันซับซ้อนก็มีมากขึ้นเท่านั้น และการล่มสลายนี้เหมือนหัวรถจักรที่ถ้าเราไม่ดับเครื่อง มันก็จะเพิ่มความเร็วด้วยอัตราเร่งที่สูงมากขึ้นไปเรื่อยๆอย่างไม่มีวันย้อนกลับมาได้</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/">ปลานิล ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ จริงไหม?</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">2337</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jun 2016 19:51:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[การคัดเลือกตามธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อดื้อยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=59</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ คงไม่มีข่าวไหนที่สั่นสะเทือนวงการสาธารณสุขไปกว่าข่าว สหรัฐ เจอเชื้อที่ดื้อยาทุกชนิดในโลก  ในเนื้อหาข่าวระบุว่า พบผู้ป่วยหญิงอายุ 49 ปี ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเชื้อ E. coli ทุกอย่างควรจะเรียบร้อยหลังจากเธอได้รับยาปฏิชีวนะ เธอควรจะดีขึ้น เหมือนผู้ป่วยรายอื่นๆที่ติดเชื้อแบบเดียวกันกับเธอ โชคร้ายที่ไม่เป็นเช่นนั้น แพทย์พยายามใช้ยาฆ่าเชื้อทุกอย่างที่มีในโลก รวมถึงยา Colistin ที่เปรียบเสมือน Superweapon ในการต่อกรกับเชื้อแบคทีเรีย แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล เชื้อดื้อยาทุกชนิดในโลกได้ถือกำเนิดขึ้น ยาปฏิชีวนะที่เป็นพระเอกของการแพทย์แผนปัจจุบันมาเกือบศัตวรรษกำลังจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป นับเป็นฝันร้ายของวงการแพทย์อย่างแท้จริง หากมองย้อนกลับไปก่อนมียาปฏิชีวนะ กาฬโรค จากแบคทีเรีย Yersinia pestis เป็นโรคระบาดที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมาแล้วหลายล้านคนทั่วโลก หรือในไทยก็เคยเกิดโรคอหิวา(โรคห่า)ระบาด เรียกได้ว่าโรคห่าไปเยือนที่ไหน สามารถเปลี่ยนให้ที่นั่นเป็นหมู่บ้านร้างได้เลย ดังนั้นเมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ความเป็นไปได้ที่ภาพเก่าๆอันน่ากลัวเหล่านี้จะกลับมาก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่มียาปฏิชีวนะอีกต่อไป การผ่าตัดต่างๆที่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้ออ อาจทำไม่ได้อีกต่อไป หรือต้องทำในสภาวะที่สะอาดมากๆ และหากมีอะไรผิดพลาดนิดเดียวนั่นหมายถึงจะเกิดการติดเชื้อร้ายแรงตามมา การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน ก็อาจทำไม่ได้อีกต่อไป ยังไม่รวมถึงผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัด ที่จะมีช่วงเวลาที่ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างมาก หากผู้ป่วยเหล่านี้ติดเชื้อแล้วไม่มียาปฏิชีวนะ...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/">เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ คงไม่มีข่าวไหนที่สั่นสะเทือนวงการสาธารณสุขไปกว่าข่าว <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.matichon.co.th/news/150778">สหรัฐ เจอเชื้อที่ดื้อยาทุกชนิดในโลก</a></span></span>  ในเนื้อหาข่าวระบุว่า พบผู้ป่วยหญิงอายุ 49 ปี ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเชื้อ <em>E. coli </em>ทุกอย่างควรจะเรียบร้อยหลังจากเธอได้รับยาปฏิชีวนะ เธอควรจะดีขึ้น เหมือนผู้ป่วยรายอื่นๆที่ติดเชื้อแบบเดียวกันกับเธอ โชคร้ายที่ไม่เป็นเช่นนั้น แพทย์พยายามใช้ยาฆ่าเชื้อทุกอย่างที่มีในโลก รวมถึงยา Colistin ที่เปรียบเสมือน Superweapon ในการต่อกรกับเชื้อแบคทีเรีย แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล เชื้อดื้อยาทุกชนิดในโลกได้ถือกำเนิดขึ้น ยาปฏิชีวนะที่เป็นพระเอกของการแพทย์แผนปัจจุบันมาเกือบศัตวรรษกำลังจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป นับเป็นฝันร้ายของวงการแพทย์อย่างแท้จริง<span id="more-59"></span></p>
<p>หากมองย้อนกลับไปก่อนมียาปฏิชีวนะ กาฬโรค จากแบคทีเรีย <em>Yersinia pestis </em>เป็นโรคระบาดที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมาแล้วหลายล้านคนทั่วโลก หรือในไทยก็เคยเกิดโรคอหิวา(โรคห่า)ระบาด เรียกได้ว่าโรคห่าไปเยือนที่ไหน สามารถเปลี่ยนให้ที่นั่นเป็นหมู่บ้านร้างได้เลย ดังนั้นเมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ความเป็นไปได้ที่ภาพเก่าๆอันน่ากลัวเหล่านี้จะกลับมาก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่มียาปฏิชีวนะอีกต่อไป การผ่าตัดต่างๆที่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้ออ อาจทำไม่ได้อีกต่อไป หรือต้องทำในสภาวะที่สะอาดมากๆ และหากมีอะไรผิดพลาดนิดเดียวนั่นหมายถึงจะเกิดการติดเชื้อร้ายแรงตามมา การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน ก็อาจทำไม่ได้อีกต่อไป ยังไม่รวมถึงผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัด ที่จะมีช่วงเวลาที่ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างมาก หากผู้ป่วยเหล่านี้ติดเชื้อแล้วไม่มียาปฏิชีวนะ สู้ไม่รักษาเลยยังจะดีซะกว่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าข่าวนี้จะเป็นข่าวดัง แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบเชื้อที่ดื้อยาทุกขนาน ก่อนหน้านี้ก็เคยพบเชื้อดื้อยาที่จีนเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ข่าวนี้จะดังสักหน่อยเพราะมันเกิดขึ้นที่อเมริกา ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่ามีระบบการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือที่เรียกเท่ๆว่า antibiotics smart use ได้ดีที่สุดแห่งนึงของโลก</p>
<h3>แล้วมันเกี่ยวยังไงกับการคัดเลือกตามธรรมชาติ ?</h3>
<p>ทุกสิ่งย่อมมีวิวัฒนาการ และหนึ่งในทฤษฎีการวิวัฒนาการที่ได้รับการยอมรับคือ <span style="font-family: 'Noto Serif', Georgia, serif; font-size: 1.8rem; font-style: italic; line-height: 1.75;">&#8220;ทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ&#8221; </span>ของชาร์ล ดาวิน แบคทีเรียก็เหมือนกันครับ เมื่อเราเอายาฆ่าเชื้อไปฆ่ามัน มันก็ต้องมีตัวที่เก่งที่สามารถอยู่รอดได้ และเมื่อตัวที่อยู่รอดมันขยายเผ่าพันธ์ ลูกๆหลานๆของมันก็ได้ยีนที่สามารถทนต่อยาฆ่าเชื้อมาด้วย ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น และไม่ถูกต้อง ก็เหมือนเป็นการเร่งให้มีเจ้าตัวที่เก่งๆแบบนี้ เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็นมาก และประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น และไม่ถูกต้อง มากที่สุดแห่งนึงของโลก</p>
<p>ในสมัยดึกดำบรรพ์นั้นคาดการณ์กันว่า แค่การเป็นหวัดธรรมดา ก็ทำให้ป่วยหนักถึงขั้นตายได้ แต่ตัวเราเองก็มีวิวัฒนาการเหมือนกัน คนที่สามารถต้านทานโรคเท่านั้นที่จะมีชีวิตและมีโอกาสให้ส่งมอบยีนนั้นให้กับคนรุ่นถัดๆไป แต่ในขณะที่เราวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคนั้น เจ้าเชื้อโรคมันก็วิวัฒนการตัวเองมาเรื่อยๆเหมือนกัน อย่างไรซะ ยาปฏิชีวะนะทำให้เราไม่ต้องวิวัฒนาการเพื่อสู้กับแบคทีเรียอีก ซึ่งทำให้เรารักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้มหาศาล แต่มองอีกมุมก็เหมือนกับว่าการวิวัฒนาการในเรื่องนี้เราหยุดไปประมาณ 100 ปีนับตั้งแต่มียาปฏิชีวนะเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มียาปฏิชีวนะ แบคทีเรียมันวิวัฒนาการมาเพื่อสู้กับยาปฏิชีวนะ</p>
<p>หากจะลองมองย้อนกลับไปยาปฏิชีวนะก็เกิดจากการเอาสารเคมีของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อยับยั้งสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง แต่บังเอิญว่าสิ่งนั้นก็ยับยั้งสิ่งมีชีวิตที่ก่อโรคกับเราได้เหมือนกัน เราเลยเอามาสิ่งมีชีวิตนั้นมาสกัด ปรับปรุง ดัดแปลง จนได้ยาปฏิชีวนะ หากมองเป็นสงครามจำลองระหว่างสิ่งมีชีวิต กับยาปฏิชีวนะ ก็เหมือนฝั่งนึงปรับปรุงตัวเองตลอด หลังจากที่ตายๆกันมาหลายรุ่น แต่อีกฝั่งแทบไม่มีการเปลี่ยนสารเคมีที่ใช้เลย คงมองออกนะครับ อนาคตใครจะชนะ เราอาจให้ความหวังกับคิดค้นยาใหม่ แต่ข่าวร้ายก็คือการคิดค้นยาใหม่ มีกฏระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้ยา ดังนั้นจึงต้องผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน กว่าจะได้ทดลองในมนุษย์ จนวางขายจริงๆ ก็กินเวลาเฉลี่ยไปประมาณ 15 ปี ต่อยา 1 ตัว ยังไม่นับข้อกฏหมายที่เข้มงวด และกำแพงหินหนาในการควบคุมระบบยาของแต่ละประเทศ ซึ่งจะทำให้ล่าช้าออกไปอีก อีกอย่างเงินทุนในการวิจัยก็สูงมาก กว่าจะได้มาสักตัว ใช้เงินกันเป็นหลักพันล้านเหรียญ และข่าวร้ายสุดท้ายก็คือ ไม่ค่อยมีบริษัทยาลงทุนวิจัยยาในพวกยากลุ่มนี้เท่าไรนัก เพราะ เมื่อวิจัยออกมา ก็โดนเก็บขึ้นหิ้ง ไม่มีใครอยากเอาออกมาใช้ เพราะอยากเก็บไว้เป็นไม้ตายเวลาเจอเชื้อดื้อยา ทำให้เมื่อยาอยู่ในหิ้งก็ไม่ได้คนใช้ เมื่อไม่มีคนใช้ก็ขายไม่ได้ พอขายไม่ได้แต่อายุสิทธิบัตรมันลดลงเรื่อยๆทุกวัน ดีไม่ดี ยังไม่ทันได้ขายในตลาด mass สิทธิบัตรหมดอายุซะก่อน ดีไม่ดี เจอก็อปปี้ยาอีก สู้เอาเงินไปวิจัยพวกยากลุ่ม metabolic หายาเบาหวาน ความดัน หรือแม้แต่เอดส์ มะเร็ง ยาจิตเวช คนไข้ยังต้องใช้นานกว่า ดีไม่ดีต้องใช้ไปตลอดชีวิต แถมยังขายได้ราคามากกว่า ทำกำไรได้ดีกว่าด้วย อย่างไรเสีย ก็ไม่แน่นะครับ ถึงจุดๆนึงที่คนจำนวนมากยอมจ่ายอย่างไม่อั้น เพื่อให้ได้ยาปฏิชีวนะที่รักษาโรคของตัวเองได้ ถึงเวลานั้น เราคงได้ยาปฏิชีวนะชื่อใหม่ๆ กลุ่มใหม่ๆ ออกมากันมากกว่านี้ แต่อย่างไรซะผมก็ไม่คิดว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอยู่ดี</p>
<p>ส่วนตัวผมเองนะครับ เห็นว่าการแก้ปัญหาชีวภาพด้วยวิธีทางเคมีจะก่อให้เกิดปัญหาทางชีวภาพไ่ม่รู้จบ ยังจำกรณีของ GMO ได้ไหมครับ ลองย้อนกลับมาดูว่า เรามาถึง GMO ได้อย่างไรกัน</p>
<p>เริ่มแรก เกิดจากพืชผลทางการเกษตรเสียหายด้วยโรคพืชและแมลงจำนวนมาก และตลาดก็ไม่ต้องการพืชผลทางการเกษตรที่มีตำหนิ ยาปฏิชีวนะบางตัวถูกเลือกเพื่อให้ใช้ทางการเกษตรโดยเฉพาะ รวมถึงยาฆ่าแมลงต่างๆที่ถูกส่งมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการเกษตร สุดท้ายเทพที่ชื่อมนุษย์ก็สร้างเชื้อดื้อยาที่ทนต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการเกษตรทุกขนาน สร้างแมลงที่ทนทาญาติต่อยาฆ่าแมลง เมื่อไม่มียาที่ใช้ได้ผลอีกต่อไป หวยก็เลยที่วิธีการแก้ไขทางชีวภาพ ซึ่งก็ GMO นั่นแหละ แต่ช้าก่อน ผมไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับ GMO นะครับ การส่งสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมจนสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าไม่รู้ว่าอีกกี่พัน กี่หมื่นปี สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นจะวิวัฒนาการได้ขนาดนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาสู่สิ่งแวดล้อมจะเป็นความคิดที่ดีสักเท่าไร เมื่อเร็วๆนี้ก็มีพบหลักฐานที่ทำให้คาดการณ์กันว่า เชื้อไวรัสซิก้าที่ระบาดในบราซิลอยู่ทุกวันนี้เกิดจากเชื้อไวรัสซิก้าที่ไปกลายพันธุ์ในท้องของยุงที่ทำ GMO ให้เป็นหมัน เพื่อควบคุมประชากรของยุง ถ้าหลักฐานนี้เป็นจริงละก็ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงว่าการส่งสิ่งมีชีวิตที่ตัดต่อพันธุกรรมสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อสมดุลของชีวภาพทั้งระบบอย่างคาดเดาไม่ได้</p>
<p>ย้อนกลับมาดูทางด้านยาปฏิชีวนะในคนกันบ้าง ตอนนี้อะไรๆก็ดูสิ้นหวังนะครับ การวิจัยยาทำได้ช้าและไม่น่าทันกับเชื้อที่ธรรมชาติคัดสรรมาแล้วว่าให้อยู่รอดในยุคของยาปฏิชีวนะ, antibiotic smart use ที่สามารถใช้ถ่วงเวลาระเบิดเวลาลูกนี้ก็ดูยังไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งผู้สั่งใช้ยา รวมถึงผู้ป่วยเองเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทย ผมจำได้ว่าตอนปี 2012 ผมเปิด sanford guideline ยังเห็นสีเขียวอยู่ครึ่งตาราง ตอนนั้นผมคิดว่าเราคงมีเวลาอีกสัก 10 ปี แต่พอมาเปิดปี 2015 เห็นสีแดงที่แสดงถึงเชื้อดื้อยาไปค่อนตารางแล้ว เรียกได้ว่ามันมาไวกว่าที่ผมคาดคิดกันไว้มากๆ แล้วอะไรละที่พอจะเป็นทางออกได้บ้าง</p>
<p>ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คงเป็นการฝากความหวังไว้กับการให้บริษัทยาต่างๆเร่งวิจัยยาใหม่ๆออกมาให้ได้เร็วที่สุด ถ้าหากไม่ทันจริงๆ ผมคิดว่า เราอาจต้องใช้วิธีการทางชีวภาพสร้าง antibody เลียนแบบ antibody ของร่างกายเราที่ใช้จัดการกับเชื้อจำเพาะเจาะจงนั้นมาจัดการ ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง แต่ค่าใช้จ่ายคงแพงมหาศาล และคงไม่ใช้ทุกเชื้อที่ใช้วิธีนี้ได้ อีกอย่างเชื้อบางสายพันธุ์ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ และกลายพันธุ์ได้ง่ายก็คงใช้วิธีนี้ได้ยาก ยังไม่ต้องคิดเวลาที่ถูกเสียไปเพื่อพิสูจน์ว่าใช่เชื้อนั้นจริงๆไหม ก่อนจัดการด้วย antibody ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อนั้นอีก จะว่าไป หากเกิดเชื้อดื้อยาทุกชนิดขึ้นมาเยอะๆ มนุษย์เองก็ยังมืด 8 ด้านกับการหาวิธีรับมือนะครับ แต่ระดับมนุษย์แล้ว คงต้องมีคนเก่งๆที่หาวิธีแก้ปัญหาได้แน่ๆ</p>
<p>สุดท้ายนี้ หากเรายังละเลย ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น เราคงต้องย้อนไปดูว่า ในพืช เราต้องเอา GMO มาช่วยแก้ปัญหาใช่ไหม แล้วในอนาคตล่ะ เราจะสู้กับแบคทีเรียที่มีวิวัฒนาการนำภูมิคุ้มกันของเราไป 100 ปี ได้หรือเปล่า หรือดีไม่ดี เราเองนั้นแหละ ที่จะต้องตัดต่อพันธุกรรมตัวเอาเพื่อเอาชนะการวิวัฒนาการ ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอด</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" data-attachment-id="60" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/attachment/koli-bacteria-123081_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" data-orig-size="960,694" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="koli-bacteria-123081_960_720" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-300x217.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-60" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" alt="koli-bacteria-123081_960_720" width="960" height="694" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-300x217.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-768x555.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/">เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">59</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
