<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เชื้อดื้อยา Archives - A blog</title>
	<atom:link href="https://www.itisablogsite.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.itisablogsite.com/tag/เชื้อดื้อยา/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sun, 12 Feb 2017 13:16:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>

<image>
	<url>https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/cropped-ablog-1-32x32.png</url>
	<title>เชื้อดื้อยา Archives - A blog</title>
	<link>https://www.itisablogsite.com/tag/เชื้อดื้อยา/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">112643113</site>	<item>
		<title>Superbug เชื้อดื้อยาที่ยากจะรักษา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Jul 2016 21:11:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[Superbug]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อดื้อยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=171</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นไข้ ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ ปวดหัว ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ เจ็บคอ ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ และยาแก้อักเสบที่คนไข้อยากได้นั้น ก็ต้องเป็นเม็ดแคปซูลสีเขียวฟ้ามั่ง สีดำแดงมั่ง และอื่นๆ ซึ่งท่านรู้ไหมว่า ทำไมหมอถึงไม่จ่าย และท่านรู้ไหมว่ามันไม่ใช่ยาแก้อักเสบ คำว่ายาแก้อักเสบที่คนทั่วไปเข้าใจจะหมายถึงยาฆ่าเชื้อ แต่ในวงการแพทย์ เค้าไม่เรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบนะครับ ยาฆ่าเชื้อในหลายๆครั้งเรียกว่ายาปฏิชีวนะ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า antibiotics อย่างไรก็ดีคำว่ายาฆ่าเชื้อนั้นครอบคลุมกว่า เพราะยาฆ่าเชื้อบางตัวไม่ได้จัดว่าเป็นยาปฏิชีวนะก็มี แต่ยาแก้อักเสบ ในวงการแพทย์เค้าจะหมายถึงยาที่สามารถลดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งมักจะหมายถึงยาในกลุ่ม NSAIDs หรือยากลุ่ม Steroid ซะเป็นส่วนมาก ส่วนที่ว่าทำไมหมอไม่จ่ายนั้น นั่นก็อาจเป็นเพราะหมอเค้าเห็นว่ายังไม่จำเป็น และอาจทำให้เชื้อดื้อยานั่นเอง การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยที่ไม่จำเป็นนั้นจะทำให้เชื้อดื้อยาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่แน่ๆตอนนี้มันรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้มาก และในตอนนี้ ได้เกิดเชื้อดื้อยาอย่างสมบูรณ์แบบ หรือใกล้สมบูรณ์แบบที่เรียกว่า Superbug ขึ้นมาแล้ว จริงๆแล้วเรื่องเชื้อดื้อยาผมเคยเขียนไว้แล้วครั้งนึง เรื่อง เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ แต่ในบทความนี้จะพูดในแง่มุมที่ต่างออกไปนะครับ Superbug คืออะไร...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/">Superbug เชื้อดื้อยาที่ยากจะรักษา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นไข้ ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ</p>
<p>ปวดหัว ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ</p>
<p>เจ็บคอ ทำไมหมอไม่จ่ายยาแก้อักเสบ</p>
<p>และยาแก้อักเสบที่คนไข้อยากได้นั้น ก็ต้องเป็นเม็ดแคปซูลสีเขียวฟ้ามั่ง สีดำแดงมั่ง และอื่นๆ</p>
<p>ซึ่งท่านรู้ไหมว่า ทำไมหมอถึงไม่จ่าย และท่านรู้ไหมว่ามันไม่ใช่ยาแก้อักเสบ<span id="more-171"></span></p>
<p>คำว่ายาแก้อักเสบที่คนทั่วไปเข้าใจจะหมายถึงยาฆ่าเชื้อ แต่ในวงการแพทย์ เค้าไม่เรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบนะครับ ยาฆ่าเชื้อในหลายๆครั้งเรียกว่ายาปฏิชีวนะ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า antibiotics อย่างไรก็ดีคำว่ายาฆ่าเชื้อนั้นครอบคลุมกว่า เพราะยาฆ่าเชื้อบางตัวไม่ได้จัดว่าเป็นยาปฏิชีวนะก็มี แต่ยาแก้อักเสบ ในวงการแพทย์เค้าจะหมายถึงยาที่สามารถลดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งมักจะหมายถึงยาในกลุ่ม NSAIDs หรือยากลุ่ม Steroid ซะเป็นส่วนมาก</p>
<p>ส่วนที่ว่าทำไมหมอไม่จ่ายนั้น นั่นก็อาจเป็นเพราะหมอเค้าเห็นว่ายังไม่จำเป็น และอาจทำให้เชื้อดื้อยานั่นเอง การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยที่ไม่จำเป็นนั้นจะทำให้เชื้อดื้อยาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่แน่ๆตอนนี้มันรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้มาก และในตอนนี้ ได้เกิดเชื้อดื้อยาอย่างสมบูรณ์แบบ หรือใกล้สมบูรณ์แบบที่เรียกว่า Superbug ขึ้นมาแล้ว</p>
<p>จริงๆแล้วเรื่องเชื้อดื้อยาผมเคยเขียนไว้แล้วครั้งนึง เรื่อง <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.itisablogsite.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5/">เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</a></strong></span><span style="color: #000000;"> <span style="color: #333333;">แต่ในบทความนี้จะพูดในแง่มุมที่ต่างออกไปนะครับ</span></span></p>
<h2>Superbug คืออะไร</h2>
<p>สำหรับคำว่า Superbug นั้นมาจากคำว่า bug ซึ่ง bug ในการแพทย์เป็นศัพท์แสลงหมายถึงเชื้อโรค ซึ่งเชื้อที่ก่อโรคในร่างกายเรานั้นมี 4 พวกคือเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ และไวรัส คำว่า Superbug จึงหมายถึงเชื้อดื้อยาเยอะและรุนแรงมาก ซึ่งดื้อยาเกือบทุกชนิดหรือแทบจะทุกชนิดเลยก็ว่าได้ แต่คำว่า Superbug ที่ใช้กันอยู่ ณ ตอนนี้จะหมายถึงเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก เพราะตอนนี้เชื้อที่มีปัญหาดื้อยารวดเร็วและรุนแรงคือเชื้อแบคทีเรีย ส่วนเชื้อเชื้อราและพยาธิมักไม่ค่อยมีปัญหาเชื้อดื้อยา อาจเป็นเพราะเราไม่ค่อยได้ใช้ยาฆ่าเชื้อพวกเชื้อราและพยาธิบ่อยนัก แล้วตัวเชื้อเองก็ไม่ได้มีการปรับตัวและสร้างยีนดื้อยาได้เร็วเท่าแบคทีเรีย ส่วนไวรัสนั้น เรายังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัส แต่เรามียาต้านไวรัส ซึ่งช่วยรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสได้ อย่างไรก็ดี ไวรัสก็มีพบการดื้อยาบ้าง มักพบในผู้ป่วย HIV ที่ทานยาไม่ตรงเวลา หรือไม่ยอมทานยาต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้ดื้อยาถึงขั้นเป็น Superbug คำว่าจึงหมายถึงแบคทีเรียดื้อยาเป็นหลัก</p>
<h2>รู้ว่าเชื้อดื้อยา ทำไมไม่เร่งวิจัยยา</h2>
<p>หากเรามองยาเป็นสินค้า ก็คงจะไม่ผิดนักที่จะพูดว่ายาก็เป็นสินค้าที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง การวิจัยและพัฒนายาสักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการทดลองฤทธิ์ในหลอดทดลอง ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง ทดลองในสัตว์ทดลอง ทดลองในอาสาสมัครขนาดเล็ก แล้วค่อยๆทดสอบในอาสาสมัครกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมั่นใจได้ว่ายาตัวนั้นมีประสิทธิภาพจริงๆ มีประสิทธิภาพที่ดีกว่ายาตัวก่อน (หรือไม่ก็ต้องมีข้อดีมากกว่าสักอย่าง) มีความพิษทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จากนั้นจึงพัฒนาสูตรตำรับและขึ้นทะเบียน ซึ่งกระบวนการพัฒนานี้ใช้เงินและเวลามหาศาล ในการพัฒนายาตัวนึงมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญ และใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 ปี ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่การพัฒนาของยา จะไม่ทันการพัฒนาของเชื้อโรค อีกทั้งบริษัทยาเอง ก็ไม่ค่อยอยากทุ่มเงินไปกับการวิจัยยาฆ่าเชื้อ เนื่องจากยาฆ่าเชื้อ เมื่อออกสู่ท้องตลาดแล้ว กว่าจะได้ขายในตลาด mass ต้องรอนาน ดีไม่ดียาหมดสิทธิบัตรซะก่อนจึงได้ขาย เพราะต้องมีการกันยาตัวใหม่ไว้เป็นไม้ตายเวลาเจอเจ้า Superbug เนี่ยแหละ ทำให้ยาในกลุ่มยาฆ่าเชื้อทำกำไรได้น้อยกว่ายาที่ผู้ป่วยต้องกินต้องใช้เป็นประจำ อย่างพวกยาเบาหวาน ความดันมาก</p>
<p>แม้ว่าการวิจัยยาจะใช้เวลานาน และบริษัทยาไม่ค่อยอยากวิจัยกันเท่าไรนัก แต่ก็พอมีทางออกอยู่บ้าง เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ Superbug เป็นปัญหาระดับโลก กฏต่างๆจะผ่อนคลายลงเพื่อให้เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนาให้สามารถทำได้เร็วขึ้น เหมือนยาเอดส์และยามะเร็งที่ใช้เวลาในการวิจัยเฉลี่ยอยู่ที่ 6-8 ปี แต่ก็ต้องแลกมากับข้อมูลความปลอดภัยที่ไม่ครบถ้วนเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ถ้าถึงวันนั้นแล้ว ความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยที่อาจน้อยลงก็เป็นอะไรที่ยอมรับได้ เมื่อพิจารณาจากความคุ้มค่าจากการที่ต้องสูญเสียไปกับเชื้อดื้อยา และเมื่อมันกลายเป็นปัญหาระดับโลก บวกกับกฏต่างๆผ่อนคลายลงบริษัทยาก็จะมีความสนใจในการวิจัยและพัฒนายาในกลุ่มนี้มากขึ้น เพราะใช้ต้นทุนที่น้อยลง แต่ขายได้ราคาสูงขึ้น</p>
<h2>สถานการณ์ Superbug ตอนนี้เป็นอย่างไร</h2>
<p>ตอนนี้ที่เป็นข่าวดังๆ มีพบที่จีนและอเมริกา อย่างไรก็ดีตอนนี้เชื้อ Superbug ยังมีไม่เยอะถึงขั้นเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานจะมี Superbug เกินกว่าที่จะรับมือไหว</p>
<h2>Superbug เกิดขึ้นได้อย่างไร</h2>
<p>เชื้อแบคทีเรียก็เหมือนสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะฉะนั้นเวลามันเจอกับยา มันก็ต้องมีตัวที่ตาย และตัวที่แข็งแรงที่อยู่รอดได้ แล้วเจ้าตัวที่อยู่รอด พอมันแพร่พันธุ์ รุ่นลูก รุ่นหลานของมันก็กลายเป็นเชื้อดื้อยา ยาแต่ละตัวนั้นมีอวัยวะเป้าหมายที่มันจะเข้าไปฆ่าเชื้อได้ไม่เหมือนกัน คือยามีการ distribution ไปคนละส่วนของร่างกายไม่เหมือนกัน และไม่มียาตัวไหนฆ่าเชื้อทุกตัวได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีเชื้อโรคหลงเหลือในส่วนอื่นที่ยาไปไม่ถึง หรือฆ่าไม่ได้ ทำให้มีเชื้อโรคที่รอดตายและเมื่อสัมผัสกับยาบ่อยๆก็พัฒนาตัวเองเป็นเชื้อดื้อยา ดังนั้นยิ่งเราใช้ยาฆ่าเชื้อมาก ก็ยิ่งพบเชื้อดื้อยามากขึ้นตามไปด้วย</p>
<h2>จะแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา หรือ Superbug ได้อย่างไร</h2>
<p>การแก้ปัญหา Superbug คือใช้ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะให้น้อยที่สุด ใช้ยาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ใช่เฉพาะกับแพทย์เท่านั้น ตัวคนไข้เองก็ต้องใช้ยาให้ถูกต้อง ปัญหาของบ้านเราคือ เวลาเราป่วย เราชอบขอยาแก้อักเสบ (ซึ่งยาแก้อักเสบในความหมายของคนทั่วไปคือยาปฏิชีวนะ) เมื่อได้มาแล้ว ก็กินยาไม่ครบ มักจะกินพออาการทุเลาเท่านั้น พออาการเจ็บป่วยหายไปก็หยุดทาน วนไปอย่างนี้ จนเกิดเชื้อดื้อยารุนแรงในที่สุด และเมื่อเราติดเชื้อจากคนที่มีเชื้อดื้อยา ก็ทำให้เราติดเชื้อดื้อยาไปด้วย ระลึกไว้เสมอว่า ยาปฏิชีวนะ ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และต้องใช้ให้ถูกต้อง</p>
<p>การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา ไม่ใช่แก้เฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น แต่รวมถึงภาคการเกษตร และปศุสัตว์ที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะด้วย ผมไม่ทราบว่าทางฝั่งภาคการเกษตร และปศุสัตว์มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร  แต่เท่าที่ทราบ การดื้อยาในสัตว์พบสูงกว่า 90% ซึ่งสถานการณ์รุนแรงกว่าคนมาก</p>
<h2>จะเกิดอะไรขึ้นหากมี Superbug มากๆ</h2>
<p>เอาจริงๆ คงไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ แต่ถ้าให้เดา สถานการณ์ มันก็คงไม่ต่างอะไรจากตอนเราไม่มียาปฏิชีวนะ ผมมีรูปนึงให้ดูครับ</p>
<figure style="width: 550px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/b7/Population_curve.svg/550px-Population_curve.svg.png" alt="File:Population curve.svg" width="550" height="325" /><figcaption class="wp-caption-text">รูปภาพจาก <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://en.wikipedia.org/wiki/File:Population_curve.svg">https://en.wikipedia.org/wiki/File:Population_curve.svg</a></strong></span></span></figcaption></figure>
<p>รูปนี้แสดงปริมาณของประชากรโลก จะเห็นได้ว่ามนุษย์พึ่งจะมีประชากรประมาณ 1 ล้านคน ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1700 &#8211; 1800 เท่านั้นเอง แล้วพอหลังจากที่เราค้นพบยาปฏิชีวนะและใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายในช่วงประมาณปี ค.ศ.1940 จำนวนประชากรโลกก็เพิ่มขึ้นเป็น 7000 ล้านคน แบบนี้น่าจะพอบอกใบ้เราได้คร่าวๆนะครับ ว่าในวันที่เราไม่มียาปฏิชีวนะอีกต่อไป เราต้องสูญเสียมากมายขนาดไหน</p>
<div class="fb-video" data-allowfullscreen="true" data-href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/videos/1112923682097886/" style="background-color: #fff; display: inline-block;"></div>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ Video จาก <span style="text-decoration: underline;"><strong><span class="fwn fcg" style="color: #0000ff;"><span class="fwb fcg" data-ft="{&quot;tn&quot;:&quot;k&quot;}"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/?fref=nf" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=435245623199032&amp;extragetparams=%7B%22fref%22%3A%22nf%22%7D">Mahidol Channel</a></span></span></strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" data-attachment-id="174" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/attachment/monster-701992_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720.jpg" data-orig-size="960,678" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="Superbug-monster" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720-300x212.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-174" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720.jpg" alt="Superbug monster" width="960" height="678" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720-300x212.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/07/monster-701992_960_720-768x542.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/">Superbug เชื้อดื้อยาที่ยากจะรักษา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/superbug-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">171</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jun 2016 19:51:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[การคัดเลือกตามธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อดื้อยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=59</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ คงไม่มีข่าวไหนที่สั่นสะเทือนวงการสาธารณสุขไปกว่าข่าว สหรัฐ เจอเชื้อที่ดื้อยาทุกชนิดในโลก  ในเนื้อหาข่าวระบุว่า พบผู้ป่วยหญิงอายุ 49 ปี ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเชื้อ E. coli ทุกอย่างควรจะเรียบร้อยหลังจากเธอได้รับยาปฏิชีวนะ เธอควรจะดีขึ้น เหมือนผู้ป่วยรายอื่นๆที่ติดเชื้อแบบเดียวกันกับเธอ โชคร้ายที่ไม่เป็นเช่นนั้น แพทย์พยายามใช้ยาฆ่าเชื้อทุกอย่างที่มีในโลก รวมถึงยา Colistin ที่เปรียบเสมือน Superweapon ในการต่อกรกับเชื้อแบคทีเรีย แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล เชื้อดื้อยาทุกชนิดในโลกได้ถือกำเนิดขึ้น ยาปฏิชีวนะที่เป็นพระเอกของการแพทย์แผนปัจจุบันมาเกือบศัตวรรษกำลังจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป นับเป็นฝันร้ายของวงการแพทย์อย่างแท้จริง หากมองย้อนกลับไปก่อนมียาปฏิชีวนะ กาฬโรค จากแบคทีเรีย Yersinia pestis เป็นโรคระบาดที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมาแล้วหลายล้านคนทั่วโลก หรือในไทยก็เคยเกิดโรคอหิวา(โรคห่า)ระบาด เรียกได้ว่าโรคห่าไปเยือนที่ไหน สามารถเปลี่ยนให้ที่นั่นเป็นหมู่บ้านร้างได้เลย ดังนั้นเมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ความเป็นไปได้ที่ภาพเก่าๆอันน่ากลัวเหล่านี้จะกลับมาก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่มียาปฏิชีวนะอีกต่อไป การผ่าตัดต่างๆที่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้ออ อาจทำไม่ได้อีกต่อไป หรือต้องทำในสภาวะที่สะอาดมากๆ และหากมีอะไรผิดพลาดนิดเดียวนั่นหมายถึงจะเกิดการติดเชื้อร้ายแรงตามมา การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน ก็อาจทำไม่ได้อีกต่อไป ยังไม่รวมถึงผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัด ที่จะมีช่วงเวลาที่ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างมาก หากผู้ป่วยเหล่านี้ติดเชื้อแล้วไม่มียาปฏิชีวนะ...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/">เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ คงไม่มีข่าวไหนที่สั่นสะเทือนวงการสาธารณสุขไปกว่าข่าว <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.matichon.co.th/news/150778">สหรัฐ เจอเชื้อที่ดื้อยาทุกชนิดในโลก</a></span></span>  ในเนื้อหาข่าวระบุว่า พบผู้ป่วยหญิงอายุ 49 ปี ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเชื้อ <em>E. coli </em>ทุกอย่างควรจะเรียบร้อยหลังจากเธอได้รับยาปฏิชีวนะ เธอควรจะดีขึ้น เหมือนผู้ป่วยรายอื่นๆที่ติดเชื้อแบบเดียวกันกับเธอ โชคร้ายที่ไม่เป็นเช่นนั้น แพทย์พยายามใช้ยาฆ่าเชื้อทุกอย่างที่มีในโลก รวมถึงยา Colistin ที่เปรียบเสมือน Superweapon ในการต่อกรกับเชื้อแบคทีเรีย แต่ทุกอย่างก็ไร้ผล เชื้อดื้อยาทุกชนิดในโลกได้ถือกำเนิดขึ้น ยาปฏิชีวนะที่เป็นพระเอกของการแพทย์แผนปัจจุบันมาเกือบศัตวรรษกำลังจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป นับเป็นฝันร้ายของวงการแพทย์อย่างแท้จริง<span id="more-59"></span></p>
<p>หากมองย้อนกลับไปก่อนมียาปฏิชีวนะ กาฬโรค จากแบคทีเรีย <em>Yersinia pestis </em>เป็นโรคระบาดที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมาแล้วหลายล้านคนทั่วโลก หรือในไทยก็เคยเกิดโรคอหิวา(โรคห่า)ระบาด เรียกได้ว่าโรคห่าไปเยือนที่ไหน สามารถเปลี่ยนให้ที่นั่นเป็นหมู่บ้านร้างได้เลย ดังนั้นเมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ความเป็นไปได้ที่ภาพเก่าๆอันน่ากลัวเหล่านี้จะกลับมาก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่มียาปฏิชีวนะอีกต่อไป การผ่าตัดต่างๆที่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้ออ อาจทำไม่ได้อีกต่อไป หรือต้องทำในสภาวะที่สะอาดมากๆ และหากมีอะไรผิดพลาดนิดเดียวนั่นหมายถึงจะเกิดการติดเชื้อร้ายแรงตามมา การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน ก็อาจทำไม่ได้อีกต่อไป ยังไม่รวมถึงผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัด ที่จะมีช่วงเวลาที่ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างมาก หากผู้ป่วยเหล่านี้ติดเชื้อแล้วไม่มียาปฏิชีวนะ สู้ไม่รักษาเลยยังจะดีซะกว่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าข่าวนี้จะเป็นข่าวดัง แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบเชื้อที่ดื้อยาทุกขนาน ก่อนหน้านี้ก็เคยพบเชื้อดื้อยาที่จีนเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ข่าวนี้จะดังสักหน่อยเพราะมันเกิดขึ้นที่อเมริกา ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่ามีระบบการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือที่เรียกเท่ๆว่า antibiotics smart use ได้ดีที่สุดแห่งนึงของโลก</p>
<h3>แล้วมันเกี่ยวยังไงกับการคัดเลือกตามธรรมชาติ ?</h3>
<p>ทุกสิ่งย่อมมีวิวัฒนาการ และหนึ่งในทฤษฎีการวิวัฒนาการที่ได้รับการยอมรับคือ <span style="font-family: 'Noto Serif', Georgia, serif; font-size: 1.8rem; font-style: italic; line-height: 1.75;">&#8220;ทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ&#8221; </span>ของชาร์ล ดาวิน แบคทีเรียก็เหมือนกันครับ เมื่อเราเอายาฆ่าเชื้อไปฆ่ามัน มันก็ต้องมีตัวที่เก่งที่สามารถอยู่รอดได้ และเมื่อตัวที่อยู่รอดมันขยายเผ่าพันธ์ ลูกๆหลานๆของมันก็ได้ยีนที่สามารถทนต่อยาฆ่าเชื้อมาด้วย ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น และไม่ถูกต้อง ก็เหมือนเป็นการเร่งให้มีเจ้าตัวที่เก่งๆแบบนี้ เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็นมาก และประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น และไม่ถูกต้อง มากที่สุดแห่งนึงของโลก</p>
<p>ในสมัยดึกดำบรรพ์นั้นคาดการณ์กันว่า แค่การเป็นหวัดธรรมดา ก็ทำให้ป่วยหนักถึงขั้นตายได้ แต่ตัวเราเองก็มีวิวัฒนาการเหมือนกัน คนที่สามารถต้านทานโรคเท่านั้นที่จะมีชีวิตและมีโอกาสให้ส่งมอบยีนนั้นให้กับคนรุ่นถัดๆไป แต่ในขณะที่เราวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคนั้น เจ้าเชื้อโรคมันก็วิวัฒนการตัวเองมาเรื่อยๆเหมือนกัน อย่างไรซะ ยาปฏิชีวะนะทำให้เราไม่ต้องวิวัฒนาการเพื่อสู้กับแบคทีเรียอีก ซึ่งทำให้เรารักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้มหาศาล แต่มองอีกมุมก็เหมือนกับว่าการวิวัฒนาการในเรื่องนี้เราหยุดไปประมาณ 100 ปีนับตั้งแต่มียาปฏิชีวนะเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มียาปฏิชีวนะ แบคทีเรียมันวิวัฒนาการมาเพื่อสู้กับยาปฏิชีวนะ</p>
<p>หากจะลองมองย้อนกลับไปยาปฏิชีวนะก็เกิดจากการเอาสารเคมีของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อยับยั้งสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง แต่บังเอิญว่าสิ่งนั้นก็ยับยั้งสิ่งมีชีวิตที่ก่อโรคกับเราได้เหมือนกัน เราเลยเอามาสิ่งมีชีวิตนั้นมาสกัด ปรับปรุง ดัดแปลง จนได้ยาปฏิชีวนะ หากมองเป็นสงครามจำลองระหว่างสิ่งมีชีวิต กับยาปฏิชีวนะ ก็เหมือนฝั่งนึงปรับปรุงตัวเองตลอด หลังจากที่ตายๆกันมาหลายรุ่น แต่อีกฝั่งแทบไม่มีการเปลี่ยนสารเคมีที่ใช้เลย คงมองออกนะครับ อนาคตใครจะชนะ เราอาจให้ความหวังกับคิดค้นยาใหม่ แต่ข่าวร้ายก็คือการคิดค้นยาใหม่ มีกฏระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้ยา ดังนั้นจึงต้องผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน กว่าจะได้ทดลองในมนุษย์ จนวางขายจริงๆ ก็กินเวลาเฉลี่ยไปประมาณ 15 ปี ต่อยา 1 ตัว ยังไม่นับข้อกฏหมายที่เข้มงวด และกำแพงหินหนาในการควบคุมระบบยาของแต่ละประเทศ ซึ่งจะทำให้ล่าช้าออกไปอีก อีกอย่างเงินทุนในการวิจัยก็สูงมาก กว่าจะได้มาสักตัว ใช้เงินกันเป็นหลักพันล้านเหรียญ และข่าวร้ายสุดท้ายก็คือ ไม่ค่อยมีบริษัทยาลงทุนวิจัยยาในพวกยากลุ่มนี้เท่าไรนัก เพราะ เมื่อวิจัยออกมา ก็โดนเก็บขึ้นหิ้ง ไม่มีใครอยากเอาออกมาใช้ เพราะอยากเก็บไว้เป็นไม้ตายเวลาเจอเชื้อดื้อยา ทำให้เมื่อยาอยู่ในหิ้งก็ไม่ได้คนใช้ เมื่อไม่มีคนใช้ก็ขายไม่ได้ พอขายไม่ได้แต่อายุสิทธิบัตรมันลดลงเรื่อยๆทุกวัน ดีไม่ดี ยังไม่ทันได้ขายในตลาด mass สิทธิบัตรหมดอายุซะก่อน ดีไม่ดี เจอก็อปปี้ยาอีก สู้เอาเงินไปวิจัยพวกยากลุ่ม metabolic หายาเบาหวาน ความดัน หรือแม้แต่เอดส์ มะเร็ง ยาจิตเวช คนไข้ยังต้องใช้นานกว่า ดีไม่ดีต้องใช้ไปตลอดชีวิต แถมยังขายได้ราคามากกว่า ทำกำไรได้ดีกว่าด้วย อย่างไรเสีย ก็ไม่แน่นะครับ ถึงจุดๆนึงที่คนจำนวนมากยอมจ่ายอย่างไม่อั้น เพื่อให้ได้ยาปฏิชีวนะที่รักษาโรคของตัวเองได้ ถึงเวลานั้น เราคงได้ยาปฏิชีวนะชื่อใหม่ๆ กลุ่มใหม่ๆ ออกมากันมากกว่านี้ แต่อย่างไรซะผมก็ไม่คิดว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอยู่ดี</p>
<p>ส่วนตัวผมเองนะครับ เห็นว่าการแก้ปัญหาชีวภาพด้วยวิธีทางเคมีจะก่อให้เกิดปัญหาทางชีวภาพไ่ม่รู้จบ ยังจำกรณีของ GMO ได้ไหมครับ ลองย้อนกลับมาดูว่า เรามาถึง GMO ได้อย่างไรกัน</p>
<p>เริ่มแรก เกิดจากพืชผลทางการเกษตรเสียหายด้วยโรคพืชและแมลงจำนวนมาก และตลาดก็ไม่ต้องการพืชผลทางการเกษตรที่มีตำหนิ ยาปฏิชีวนะบางตัวถูกเลือกเพื่อให้ใช้ทางการเกษตรโดยเฉพาะ รวมถึงยาฆ่าแมลงต่างๆที่ถูกส่งมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการเกษตร สุดท้ายเทพที่ชื่อมนุษย์ก็สร้างเชื้อดื้อยาที่ทนต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการเกษตรทุกขนาน สร้างแมลงที่ทนทาญาติต่อยาฆ่าแมลง เมื่อไม่มียาที่ใช้ได้ผลอีกต่อไป หวยก็เลยที่วิธีการแก้ไขทางชีวภาพ ซึ่งก็ GMO นั่นแหละ แต่ช้าก่อน ผมไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับ GMO นะครับ การส่งสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมจนสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าไม่รู้ว่าอีกกี่พัน กี่หมื่นปี สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นจะวิวัฒนาการได้ขนาดนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาสู่สิ่งแวดล้อมจะเป็นความคิดที่ดีสักเท่าไร เมื่อเร็วๆนี้ก็มีพบหลักฐานที่ทำให้คาดการณ์กันว่า เชื้อไวรัสซิก้าที่ระบาดในบราซิลอยู่ทุกวันนี้เกิดจากเชื้อไวรัสซิก้าที่ไปกลายพันธุ์ในท้องของยุงที่ทำ GMO ให้เป็นหมัน เพื่อควบคุมประชากรของยุง ถ้าหลักฐานนี้เป็นจริงละก็ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงว่าการส่งสิ่งมีชีวิตที่ตัดต่อพันธุกรรมสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อสมดุลของชีวภาพทั้งระบบอย่างคาดเดาไม่ได้</p>
<p>ย้อนกลับมาดูทางด้านยาปฏิชีวนะในคนกันบ้าง ตอนนี้อะไรๆก็ดูสิ้นหวังนะครับ การวิจัยยาทำได้ช้าและไม่น่าทันกับเชื้อที่ธรรมชาติคัดสรรมาแล้วว่าให้อยู่รอดในยุคของยาปฏิชีวนะ, antibiotic smart use ที่สามารถใช้ถ่วงเวลาระเบิดเวลาลูกนี้ก็ดูยังไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งผู้สั่งใช้ยา รวมถึงผู้ป่วยเองเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทย ผมจำได้ว่าตอนปี 2012 ผมเปิด sanford guideline ยังเห็นสีเขียวอยู่ครึ่งตาราง ตอนนั้นผมคิดว่าเราคงมีเวลาอีกสัก 10 ปี แต่พอมาเปิดปี 2015 เห็นสีแดงที่แสดงถึงเชื้อดื้อยาไปค่อนตารางแล้ว เรียกได้ว่ามันมาไวกว่าที่ผมคาดคิดกันไว้มากๆ แล้วอะไรละที่พอจะเป็นทางออกได้บ้าง</p>
<p>ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คงเป็นการฝากความหวังไว้กับการให้บริษัทยาต่างๆเร่งวิจัยยาใหม่ๆออกมาให้ได้เร็วที่สุด ถ้าหากไม่ทันจริงๆ ผมคิดว่า เราอาจต้องใช้วิธีการทางชีวภาพสร้าง antibody เลียนแบบ antibody ของร่างกายเราที่ใช้จัดการกับเชื้อจำเพาะเจาะจงนั้นมาจัดการ ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง แต่ค่าใช้จ่ายคงแพงมหาศาล และคงไม่ใช้ทุกเชื้อที่ใช้วิธีนี้ได้ อีกอย่างเชื้อบางสายพันธุ์ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ และกลายพันธุ์ได้ง่ายก็คงใช้วิธีนี้ได้ยาก ยังไม่ต้องคิดเวลาที่ถูกเสียไปเพื่อพิสูจน์ว่าใช่เชื้อนั้นจริงๆไหม ก่อนจัดการด้วย antibody ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อนั้นอีก จะว่าไป หากเกิดเชื้อดื้อยาทุกชนิดขึ้นมาเยอะๆ มนุษย์เองก็ยังมืด 8 ด้านกับการหาวิธีรับมือนะครับ แต่ระดับมนุษย์แล้ว คงต้องมีคนเก่งๆที่หาวิธีแก้ปัญหาได้แน่ๆ</p>
<p>สุดท้ายนี้ หากเรายังละเลย ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น เราคงต้องย้อนไปดูว่า ในพืช เราต้องเอา GMO มาช่วยแก้ปัญหาใช่ไหม แล้วในอนาคตล่ะ เราจะสู้กับแบคทีเรียที่มีวิวัฒนาการนำภูมิคุ้มกันของเราไป 100 ปี ได้หรือเปล่า หรือดีไม่ดี เราเองนั้นแหละ ที่จะต้องตัดต่อพันธุกรรมตัวเอาเพื่อเอาชนะการวิวัฒนาการ ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอด</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="60" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/attachment/koli-bacteria-123081_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" data-orig-size="960,694" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="koli-bacteria-123081_960_720" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-300x217.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-60" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg" alt="koli-bacteria-123081_960_720" width="960" height="694" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-300x217.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/koli-bacteria-123081_960_720-768x555.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/">เชื้อดื้อยา กับการคัดเลือกตามธรรมชาติ</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">59</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
