<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สังคม Archives - A blog</title>
	<atom:link href="https://www.itisablogsite.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.itisablogsite.com/category/สังคม/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 13 Sep 2023 16:08:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>

<image>
	<url>https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/cropped-ablog-1-32x32.png</url>
	<title>สังคม Archives - A blog</title>
	<link>https://www.itisablogsite.com/category/สังคม/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">112643113</site>	<item>
		<title>เราจะแก้ปัญหาคนไทยมีลูกน้อยได้อย่างไร</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b9/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b9/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Sep 2023 15:30:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=4163</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนที่เราจะดูวิธีแก้ปัญหาลูกน้อย ผมว่าเรามาดูที่ปัญหากันก่อนดีกว่าว่าทำไมคนไทยมีลูกน้อย ถ้า segment ปัญหานี้ออกเป็นชนชั้น น่าจะเป็นแบบนี้ (ปัจจุบันอัตราการเกิดของไทยลดลงจาก 8 แสน &#8211; 1 ล้าน คนต่อปี เหลือ 4-5 แสนคนต่อปี หรือลดลงราวๆครึ่งนึง) ทีนี้ ถ้าแจกเงินแบบไม่คิดอะไร จ่ายเป็นรายหัว มันไปกระตุ้นให้คนล่าง &#8211; กลางล่าง มีลูกเยอะขึ้น และเงินก็ไม่รู้ไปถึงเด็กจริงๆไหม บางครอบครัวถึงเด็กจริง แต่บางครอบครัวก็กลายเป็นค่าเหล้าค่าเบียร์พ่อแม่หมด ทีนี้มาดูกันว่า ทำไมระดับ กลาง ถึงมีลูกน้อยลง วิธีการแก้ปัญหา สำหรับเรื่องการเพิ่มวันลาหลังคลอด ข้อนี้ +/- เพราะมองว่าไม่ได้กระตุ้นชนชั้นกลางบนมากนัก แต่ไปทำให้กลุ่มที่มีลูกมากอยู่แล้วลาบ่อยจนอาจนำไปสู่การจ้างออกได้ เพราะคนที่มีลูกมาก ก็มีกันปีเว้นปี ถ้าให้ลาได้ 6 เดือน &#8211; 1 ปี...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b9/">เราจะแก้ปัญหาคนไทยมีลูกน้อยได้อย่างไร</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ก่อนที่เราจะดูวิธีแก้ปัญหาลูกน้อย ผมว่าเรามาดูที่ปัญหากันก่อนดีกว่าว่าทำไมคนไทยมีลูกน้อย</p>



<p>ถ้า segment ปัญหานี้ออกเป็นชนชั้น น่าจะเป็นแบบนี้ (ปัจจุบันอัตราการเกิดของไทยลดลงจาก 8 แสน &#8211; 1 ล้าน คนต่อปี เหลือ 4-5 แสนคนต่อปี หรือลดลงราวๆครึ่งนึง)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ระดับบน มีลูกเท่าเดิม ไม่ได้มากขึ้นหรือน้อยลง</li>



<li>ระดับกลาง-กลางบน มีลูกน้อยลง 60-80%</li>



<li>ระดับกลางล่าง มีลูกน้อยลง 30-50%</li>



<li>ระดับล่าง มีลูกเยอะขึ้น</li>
</ul>



<p>ทีนี้ ถ้าแจกเงินแบบไม่คิดอะไร จ่ายเป็นรายหัว มันไปกระตุ้นให้คนล่าง &#8211; กลางล่าง มีลูกเยอะขึ้น และเงินก็ไม่รู้ไปถึงเด็กจริงๆไหม บางครอบครัวถึงเด็กจริง แต่บางครอบครัวก็กลายเป็นค่าเหล้าค่าเบียร์พ่อแม่หมด</p>



<h2 class="wp-block-heading">ทีนี้มาดูกันว่า ทำไมระดับ กลาง ถึงมีลูกน้อยลง</h2>



<ol class="wp-block-list">
<li>อยากมีเวลา ดูแลลูกเอง</li>



<li>ภาระด้านค่าใช้จ่าย เพราะอยากดูแลลูกอย่าง premium หรืออย่างน้อยก็ควรจะ higher average เท่านั้น ซึ่งค่าครองชีพไม่สมดุลกับรายได้</li>



<li>ค่านิยมเปลี่ยน ทั้งเรื่องไม่นิยมมีลูก และมองว่าลูกไม่ได้มีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ ไม่ควรรีบมีลูก เพื่อใช้งาน หรือหวังให้ดูแลอีกต่อไป ควรมีเมื่อพร้อมเท่านั้น</li>



<li>รู้สึกสูญเสียความหวังว่าประเทศจะดีขึ้น ทำให้การทำนายอนาคตเป็น bad scenario และการมีลูกเป็นการเพิ่มความไม่แน่นอนใน scenario นั้น</li>



<li>ปัญหาเรื่อง hypergamy ที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก ทำให้ความสำเร็จในการหาคู่ทั้งชายและหญิงน้อยลงไปมาก (อ่านเพิ่มเติม <a href="https://theadultman.com/love-and-lust/hypergamy/">https://theadultman.com/love-and-lust/hypergamy/</a> ) ซึ่งปัญหาที่รุนแรงขึ้นส่วนนึงก็เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ทำให้เพศชาย(และหญิง)สร้างเนื้อสร้างตัวได้ช้ากว่าเมื่อก่อนมาก และปัญหานี้ทำให้เพศหญิงต้องให้ความสำคัญกับความมั่งคงของเพศชายมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากๆในการตัดสินใจเลือกคู่</li>



<li>ปัญหาการเลี้ยงดูแลผู้สูงอายุ ตอนนี้ประเทศเรามีผู้สูงอายุมาก แต่มีคนวัยทำงานน้อย ทำให้ใน 1 ครอบครัว คนทำงาน 1 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุหลายคนอยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้สูงอายุของไทยส่วนใหญ่มีเงินออมไม่พร้อมเกษียณประกอบกับค่านิยมของคนรุ่นก่อนที่มองว่าการดูแลผู้ใหญ่เป็นหน้าที่ของบุตรหลาน พอมีภาระตรงนี้มากอยู่แล้ว การมีลูกจึงเป็นการเพิ่มภาระอันมหาศาลเข้าไปอีก</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading">วิธีการแก้ปัญหา</h2>



<ul class="wp-block-list">
<li>สาเหตุข้อแรก มองว่าแก้ได้โดย ออกกฎหมายว่าถ้าที่ทำงานไม่สามารถให้พ่อหรือแม่ WFH ได้ ก็ต้องมี nursery ในที่ทำงาน และต้องให้พ่อหรือแม่สามารถมาดูแลลูกใน nursery ได้ในเวลาทำงาน และต้องจัดให้มีคนดูแลอยู่ตลอด เพราะคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนชั้นกลางอยากดูแลลูกเอง และก็อยากทำงานด้วย ไม่อยากหลุดออกจากระบบงานเพียงเพราะต้องไปเลี้ยงลูก และก็ไม่อยากส่งลูกไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงให้เป็นปัญหาและภาระด้วย</li>
</ul>



<p>สำหรับเรื่องการเพิ่มวันลาหลังคลอด ข้อนี้ +/- เพราะมองว่าไม่ได้กระตุ้นชนชั้นกลางบนมากนัก แต่ไปทำให้กลุ่มที่มีลูกมากอยู่แล้วลาบ่อยจนอาจนำไปสู่การจ้างออกได้ เพราะคนที่มีลูกมาก ก็มีกันปีเว้นปี ถ้าให้ลาได้ 6 เดือน &#8211; 1 ปี อาจไม่ได้ทำงานเลย และนำไปสู่การจ้างออกของนายจ้างในที่สุด</p>



<p>การเปลี่ยนค่านิยมเรื่องการทำงานก็สำคัญ โดยเฉพาะแนวคิด 9-9-6 ที่กำลังเป็นที่นิยม ส่งผลให้อัตราการเกิดลดลงมาก พูดกันตามตรง คนรอบตัวผมที่เป็นระดับกลาง-กลางบนทั้งสิ้น ไม่มีใครที่ทำงานแบบ 9-9-6 แล้วมีลูกเลย คนที่มีลูกมีแต่ 8-4-5 (ขรก./หน่วยงานรัฐ) หรือ 8-5-5 เท่านั้น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สาเหตุข้อสอง ข้อสี่ ห้า และหก ข้อนี้ควรแก้ด้วยเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงโครงสร้างทางสังคม แต่ยาก ซับซ้อน และใช้เวลานาน การจ่ายอุดหนุนงบรายหัวแก่เด็ก พอจะช่วยบรรเทาได้ในระยะสั้น แต่ต้องมีมาตรการที่ทำให้มั่นใจได้ว่า เงินถูกใช้เพื่อเด็กเท่านั้นจริงๆ ไม่ใช่ใช้เพื่ออย่างอื่น </li>
</ul>



<p>ข้อนี้ การแก้ไขปัญหาระยะสั้น-กลาง อีกอย่างคือพยายาม import แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานต่างด้าว/ต่างชาติที่มีฝีมือ ให้เค้ามาอยู่ในระบบภาษีของเราให้ได้มากและนานที่สุด นอกจากนี้ก็ควรให้โอกาสเด็กไร้สัญชาติ โดยเฉพาะเด็กไร้สัญชาติที่มีความสามารถ ให้เค้าเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการทำงานได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่ (ซึ่งควรให้สัญชาติ) เพื่อให้เค้าเข้าสู่ระบบแรงงานและระบบภาษี และไม่เป็นภาระของประเทศในอนาคตด้วย นอกจากนี้เราก็ต้องพยายามรักษาแรงงานระดับหัวกะทิ ไม่ให้เค้าอยากออกไปทำงานเพื่อเป็นแรงงานแก่ชาติอื่นๆ ควรหาแรงจูงใจให้เค้าอยู่เป็นกำลังหลักในชาติของตนเองให้ได้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สำหรับข้อสาม ถ้าจะมารณรงค์ช่วยกันมีลูกช่วยชาติ มันก็เชยไปแล้ว แล้วมันยังดูเสร่ออีกด้วย คงต้องหาอะไร cool cool หรือ privilege กว่านั้น เช่นมีลูกได้สิทธิบางอย่างในการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินก่อน อะไรแบบนี้ (ผมไม่ค่อยมีหัวกับเรื่องอะไรแบบนี้) </li>
</ul>



<p>อย่างไรก็ดี การปรับค่านิยม ต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมีลูกคือภาระที่สร้างปัญหาให้คนอื่น เช่น คนมีลูกมักลางานบ่อย ทำให้คนอื่นทำงานหนักขึ้น ทำงานก็ทำได้ไม่เต็มที่ ไม่โฟกัสเหมือนแต่ก่อน หรือไปในที่สาธารณะก็เด็กร้องงอแงสร้างความวุ่นวาย เป็น คนที่มีลูก คือคนที่เสียสละ ยอมเสียสละเวลาความสุขส่วนตัว เพื่อมาดูแลอนาคตของชาติ ให้ชาติเดินหน้าต่อ</p>



<p>นอกจากนี้ คนรุ่นก่อน ก็ต้องปรับค่านิยมเรื่อง การดูแลผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นหน้าที่ของบุตรหลานด้วย โดยควรเปลี่ยนเป็น การพยายามยืนด้วยลำแข้งตัวเองโดยไม่พึ่งพาใครเป็นคนที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เป็นต้น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สำหรับข้อห้านั้น ผมคิดว่า event ต่างๆ ที่ช่วยให้คนมาจับคู่กันก็พอช่วยได้บ้าง เช่น เส้นทางคนโสดของ ททท. ที่เปิดพื้นที่ให้คนโสดมาเจอกัน มีกิจกรรมร่วมกัน แต่ผมคิดว่าถ้าจะให้เห็นผลต้องมีอะไรจริงจังมากกว่านี้ เช่น ต้องเป็นกิจกรรมที่ดึงดูดพอจะให้คนที่ทำงานเหนื่อยๆ ยอมออกจากบ้านในวันหยุด เพื่อทำกิจกรรมนั้นๆกับคนอื่นๆ และได้มีการสานต่อกับคนที่สนใจ นอกจากนี้ที่สำคัญที่สุด ควรมีนโยบายที่ทำให้คนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวตั้งตัวได้เร็วขึ้น เช่น มาตรการพิเศษทางภาษีสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 35 ปี เป็นต้น</li>



<li>ส่วนข้อที่หกนั้น การเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุอย่าง เบี้ยคนชรา ผมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น-กลางเท่านั้น แต่ในระยะยาวจะทำให้คนทำงานต้องแบกรับภาระหนักขึ้นจากการที่ต้องใช้เงินภาษีมากขึ้น นอกจากนี้ ผมมองว่าเป็นการไม่ยุติธรรมนัก กับการที่คนในรุ่นก่อนหน้าไม่ว่าจะมีลูกและไม่มีลูกต้องเสียภาษีในอัตราเท่ากัน แต่คนมีลูกต้องลำบากกว่าและสละความสุขส่วนตัวหลายอย่างในวัยหนุ่มสาวเพื่อเลี้ยงลูก แต่พอแก่ตัวมา คนไม่มีลูกกลับถูกเลี้ยงดูด้วย productivity จากลูกๆของคนอื่นที่ตนไม่ได้เลี้ยงในอัตราที่เท่ากับคนที่เลี้ยงมาด้วยความยากลำบากผ่านนโยบายของรัฐ แม้ว่าในจุดนี้หลายคนจะอ้างว่า ที่ผ่านมาตนเสียภาษีมามากแล้ว ควรได้รับการเลี้ยงดู แต่อันที่จริง ภาษีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันก็หมดไปตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วๆ ซึ่งภาษีที่เลี้ยงเขาในปีนี้ มันมาจากคนทำงานในปีที่แล้ว ไม่ใช่ภาษีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว</li>
</ul>



<p>ผมคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ในระยะกลาง คือพยายามให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุเท่าที่จะเป็นไปได้ ต้องเข้าใจก่อนว่ากฎหมายแรงงานเรื่องเกษียณอายุที่ 60 ปี นี่มันมาจากกฎหมายแรงงานฉบับแรกของอเมริกาเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นคนอเมริกามีอายุเฉลี่ยเพียง 65 ปี แต่เมื่อผ่านมาเป็นร้อยปี คนอายุยืนขึ้นมาก ช่วงเวลาที่แข็งแรงก็ยาวนานขึ้นมาก ทำให้มีช่วงเวลาที่ยังมีศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงานยาวนานขึ้นไปด้วย จึงไม่ควรปล่อยให้เวลาตรงนี้เปล่าประโยชน์และช่วยลดช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้ก่อนตายไม่ให้นานจนเกินไป (ถ้าคิดว่าเกษียณที่ 60 ปี ตายที่ 80 ปี หมายความว่ามีช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้ถึง 20 ปี เทียบกับเวลาทำงาน 35-40 ปี ในขณะที่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วเกษียณที่ 60 แต่ตายตอน 65 ปี ซึ่งมีช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้เพียง 5 ปี เทียบกับเวลาทำงาน 35-40 ปี เท่ากัน)</p>



<p>อย่างไรก็ดี ผู้สูงอายุก็ต้องยอมรับว่า ในหลายๆสายงาน ตนไม่สามารถทำงานหนักและมี competency เท่าสมัย peakๆ อีกแล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดกับเงินเดือนสุดท้ายที่เคยได้รับ แต่ยอมปรับตามความสามารถในการทำงานที่ตนสามารถทำได้จริงๆ</p>



<p>นอกจากนี้ควรมีการแก้ปัญหาในระยะยาว ด้วยการออกกฎหมายบังคับคนที่ไม่มีลูก เข้ากองทุนคนไม่มีบุตร เพื่อนำเงินกองทุนนั้นมาดูแลพวกเขาเหล่านั้นในยามบั้นปลาย โดยไม่เป็นภาระของคนรุ่นถัดๆไป ไม่อย่างนั้น จะเกิดเป็น loop นรก (พ่อแม่/ญาติผู้ใหญ่ไม่มีเงินเก็บ &gt;&gt;&gt; ลูก/หลานเลี้ยงพ่อแม่/ผู้ใหญ่ที่ไม่มีเงินเก็บ (ทำให้) ไม่อยากมีลูก &gt;&gt;&gt; ตัวเองไม่มีเงินเก็บในบั้นปลาย&gt;&gt;&gt;เป็นภาระรุ่นต่อไป) อย่างไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b9/">เราจะแก้ปัญหาคนไทยมีลูกน้อยได้อย่างไร</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">4163</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาที่รัฐบาลไทยยังตระหนักน้อยกว่าความจริงไปมาก</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Jan 2023 16:50:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมสูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=3859</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมเป็นคนแรกๆ น่าจะตั้งแต่ปี 2556 ที่ออกมาพูดเรื่องปัญหา aging society จนปี 2559 ได้เริ่มทำเพจ tobepharmacist ก็พูดถึงปัญหานี้มาตลอด จนคนเริ่มตระหนักและออกมาพูดกันมากขึ้นก็คือปี 2561 ก็ดีใจ (ก่อนหน้านี้ยังงงๆกันอยู่เลยว่ามันเป็นปัญหาอะไร หรือไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร) แต่ก็ไม่เคยเห็นออกมาตรการอะไรเป็นรูปเป็นร่างเพื่อแก้ปัญหา จนถึงวันนี้ ก็เหมือนยังไม่เข้าใจกันจริงๆ ก็เกาไม่ถูกที่คันกันซะที ปัญหา aging society เมืองไทย ไม่เหมือนที่อื่นบนโลก เพราะยุโรป ปัญหาหลักเกิดจากคนแก่อายุยืนขึ้นมาก แต่เมืองไทย คนแก่ไม่ได้อายุยืนขึ้นขนาดนั้น ปัญหาของเมืองไทย คล้ายๆกับญี่ปุ่นคือ เด็กเกิดน้อยลงมากต่างหาก ซึ่ง aging จากสาเหตุนี้ รุนแรงกว่า aging จากการที่คนแก่อายุยืนขึ้นมากๆ และจะไปใช้ตำรายุโรปมาแก้ปัญหาเดียวกันนี้ไม่ได้ แต่เราก็มีจุดพิเศษที่น่าปวดหัวกว่าญี่ปุ่นคือ แม้ว่าคนไทยจะอายุยืนขึ้น แต่ช่วงระยะเวลาที่แข็งแรง ไม่ได้เพิ่ม คือตายช้าลงก็จริง แต่เวลาที่เพิ่มขึ้น...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/">ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาที่รัฐบาลไทยยังตระหนักน้อยกว่าความจริงไปมาก</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมเป็นคนแรกๆ น่าจะตั้งแต่ปี 2556 ที่ออกมาพูดเรื่องปัญหา aging society จนปี 2559 ได้เริ่มทำ<a href="https://web.facebook.com/tobepharm/">เพจ tobepharmacist </a>ก็พูดถึงปัญหานี้มาตลอด จนคนเริ่มตระหนักและออกมาพูดกันมากขึ้นก็คือปี 2561 ก็ดีใจ (ก่อนหน้านี้ยังงงๆกันอยู่เลยว่ามันเป็นปัญหาอะไร หรือไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร) แต่ก็ไม่เคยเห็นออกมาตรการอะไรเป็นรูปเป็นร่างเพื่อแก้ปัญหา</p>



<p>จนถึงวันนี้ ก็เหมือนยังไม่เข้าใจกันจริงๆ ก็เกาไม่ถูกที่คันกันซะที</p>



<p>ปัญหา aging society เมืองไทย ไม่เหมือนที่อื่นบนโลก เพราะยุโรป ปัญหาหลักเกิดจากคนแก่อายุยืนขึ้นมาก แต่เมืองไทย คนแก่ไม่ได้อายุยืนขึ้นขนาดนั้น ปัญหาของเมืองไทย คล้ายๆกับญี่ปุ่นคือ เด็กเกิดน้อยลงมากต่างหาก ซึ่ง aging จากสาเหตุนี้ รุนแรงกว่า aging จากการที่คนแก่อายุยืนขึ้นมากๆ และจะไปใช้ตำรายุโรปมาแก้ปัญหาเดียวกันนี้ไม่ได้</p>



<p>แต่เราก็มีจุดพิเศษที่น่าปวดหัวกว่าญี่ปุ่นคือ แม้ว่าคนไทยจะอายุยืนขึ้น แต่ช่วงระยะเวลาที่แข็งแรง ไม่ได้เพิ่ม คือตายช้าลงก็จริง แต่เวลาที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เวลาที่มีคุณภาพ เช่นระยะเวลาป่วยติดเตียง เพิ่มขึ้นมาแทน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และจะเป็นภาระต่อโครงสร้างภาระการเลี้ยงดูมากกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ</p>



<p>แล้วที่ผ่านมา รัฐบาลก็การแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยด้วยวิธีง่ายๆอย่าง การหักลดหย่อนภาษี การเพิ่มวันลาคลอด ให้สวัสดิการคลอดบุตร ซึ่งการแก้ไขปัญหาเพียงมิติเดียวนี้ แทบไม่ได้ช่วยให้คนที่มีความพร้อมในการมีบุตร (ซึ่งควรจะมีบุตรให้แก่ประเทศ) อยากจะมีบุตรขึ้นมาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันกลับไปกระตุ้นให้ คนที่ไม่มีความพร้อม ซึ่งไม่ได้มีปัญหาเรื่องการมีบุตรน้อยแต่อย่างใด มีบุตรมากขึ้นเพื่อเอาสวัสดิการดังกล่าวอีก (เพราะต้นทุนการเลี้ยงบุตรต่อคนต่ำกว่า จึงมองว่าคุ้มกว่าที่จะมีเพิ่ม)</p>



<h2 class="wp-block-heading">แล้วจะแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุอย่างไรดี</h2>



<p>ส่วนตัวมองว่าวิธีแก้ปัญหา ที่น่าสนใจตอนนี้มี 2 อัน</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เรื่องการรับผู้อพยพ วิธีนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วพยายามใช้จุดแข็งของประเทศตัวเอง ในการดึงดูดประชากรระดับ talent จากประเทศอื่น ไม่ว่าจะด้วยเทคนิคเรื่องการให้ทุนการศึกษา การให้สิทธิพิเศษในการทำงานแก่อาชีพพิเศษให้มาพักถาวรที่ประเทศของตน ซึ่งประเทศไทย เมื่อย้อนกลับไปสัก 10 ปีที่แล้ว น่าจะฉวยโอกาสทอง ดึง talent จากประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่ด้วยปัญหาระบบกฏหมายที่ล้าหลัง และคนในประเทศที่ยังมีทัศนคติไม่เปิดรับอยู่ ทำให้เราพลาดโอกาสทองนี้ไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ด้วยปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้เรากำลังเสีย talent คนรุ่นใหม่ ให้ต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีคนกลุ่มนึงรู้สึกว่ามันไม่เป็นปัญหาซะด้วยซ้ำ<br>การแก้ปัญหาที่รัฐบาลใช้ อย่างการให้สิทธิต่างชาติซื้อบ้านได้ ถือครองที่ดินระยะยาว ในระยะสั้นอาจได้เม็ดเงินมาหมุนในกลุ่มอสังหาก็จริง แต่ระยะยาว จะทำให้คนรุ่นใหม่ในประเทศไม่สามารถครอบครองอสังหาได้ จากการที่รัฐไปบิดเบือนกลไก demand supply ของระบบ (อย่าอ้างเป็นกลไกของทั้งโลก ชาติอื่นมีเงิน QE เสกแบงค์เข้ามาเก็งกำไรสบาย ในขณะที่คนไทยต้องทำงานแลกมา) ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาให้คนไทยมีบุตรน้อยลงมากขึ้นไปอีกในระยะยาว</li>



<li>การอำนวยความสะดวกให้คนไทยสามารถเลี้ยงดูบุตรของตนเองในที่ทำงานได้ อย่างสิงคโปร์ที่ออกกฏหมายให้ต้องมี nursery ในที่ทำงาน ซึ่งวิธีนี้ ได้ผลกว่าการให้วันลา หรือหักภาษี เพราะคนระดับที่มีความพร้อม ไม่ได้ต้องการหยุดงาน เค้าต้องการทำงาน แต่เค้าก็ต้องการดูแลลูกเองได้ แม้ว่าจะต้องทำงาน (ประชากรไทยในระดับที่มีความพร้อมจะมีบุตร ล้วนอยากดูแลลูกเอง การส่งไปให้พ่อแม่หรือตายายเลี้ยงที่ต่างจังหวัด เป็นตัวเลือกท้ายๆ ที่จะใช้เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น) และภาษีที่ลดหย่อนได้ หรือสวัสดิการที่รัฐให้เด็กต่อหัว ยังไม่คุ้มค่าพอกับต้นทุนที่จะเลี้ยงเด็กอย่างมีคุณภาพในสายตาของคนที่มีความพร้อม</li>



<li>แถม จริงๆมีอย่างสุดท้าย ที่พูดง่าย แต่ทำยาก คือทำให้สังคมดี เศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี เดี๋ยวคนก็อยากมีลูกเองนั่นแหละ</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/">ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาที่รัฐบาลไทยยังตระหนักน้อยกว่าความจริงไปมาก</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3859</post-id>	</item>
		<item>
		<title>สังคมกำลังบอกอะไรเรา เมื่อเกิดเหตุการณ์ ยื่น Port เข้าคณะแพทย์ต้องมี Paper ตีพิมพ์</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/privilege-port-paper-faculty-of-medicine/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/privilege-port-paper-faculty-of-medicine/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Jan 2023 18:00:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=3781</guid>

					<description><![CDATA[<p>บอกตรงๆ ผมเองก็พึ่งทราบเหมือนกัน ว่าสมัยนี้ถ้าเราจะเข้ามหาลัย มันจะมีรอบที่ไม่ต้องสอบ เรียกว่ารอบ Port ก็คือยื่น Portfolio แล้วเข้าได้เลย การพิจารณาก็จะดูจากผลงานพอร์ตนั่นแหละ แต่ส่วนใหญก็จะมีการสัมภาษณ์ประกอบด้วย ซึ่งคณะแพทย์บางแห่ง ก็มีกฎว่า ถ้าจะมีคุณสมบัติที่จะยื่นเข้ารอบนี้ด้วย ต้องมีผลงานวิจัยทางวิชาการ โดยเฉพาะงานวิชาการด้านการแพทย์ ตีพิมพ์ลง Paper ด้วย ซึ่งเอาจริงๆ มองผิวเผินมันก็เหมือนกับต้องการคัดเด็กอัจฉริยะด้านการแพทย์ ที่มีผลงานทางวิชาการถึงขั้นลง Paper งานวิจัยแต่ตั้งแต่มัธยม แต่ว่าในความจริงมีเด็กมัธยมสักกี่คนที่ทำแบบนั้นได้ มันเลยเกิดโรงเรียนแบบใหม่ที่สอนคอร์สเพื่อฝึกให้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการโดยเฉพาะ แล้วก็นำมาสู้ประเด็นดราม่า ดังรูป พูดกันตามตรง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก หรือครั้งแรกของเมืองไทย ที่มีการออกกฎเพื่อให้ privilege หรือสิทธิพิเศษแก่คนกลุ่มใดกลุ่มนึง และอันที่จริง มีแบบนี้ในทุกวงการด้วย ยกตัวอย่างวงการกฎหมาย ก็มีสอบผู้พิพากษา – อัยการ สนามจิ๋ว สนามเล็กและก็สนามใหญ่ สนามจิ๋วเรียกได้ว่าเป็น privilege สำหรับคนจบนอก...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/privilege-port-paper-faculty-of-medicine/">สังคมกำลังบอกอะไรเรา เมื่อเกิดเหตุการณ์ ยื่น Port เข้าคณะแพทย์ต้องมี Paper ตีพิมพ์</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>บอกตรงๆ ผมเองก็พึ่งทราบเหมือนกัน ว่าสมัยนี้ถ้าเราจะเข้ามหาลัย มันจะมีรอบที่ไม่ต้องสอบ เรียกว่ารอบ Port ก็คือยื่น Portfolio แล้วเข้าได้เลย การพิจารณาก็จะดูจากผลงานพอร์ตนั่นแหละ แต่ส่วนใหญก็จะมีการสัมภาษณ์ประกอบด้วย ซึ่งคณะแพทย์บางแห่ง ก็มีกฎว่า ถ้าจะมีคุณสมบัติที่จะยื่นเข้ารอบนี้ด้วย ต้องมีผลงานวิจัยทางวิชาการ โดยเฉพาะงานวิชาการด้านการแพทย์ ตีพิมพ์ลง Paper ด้วย</p>



<p>ซึ่งเอาจริงๆ มองผิวเผินมันก็เหมือนกับต้องการคัดเด็กอัจฉริยะด้านการแพทย์ ที่มีผลงานทางวิชาการถึงขั้นลง Paper งานวิจัยแต่ตั้งแต่มัธยม แต่ว่าในความจริงมีเด็กมัธยมสักกี่คนที่ทำแบบนั้นได้ มันเลยเกิดโรงเรียนแบบใหม่ที่สอนคอร์สเพื่อฝึกให้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการโดยเฉพาะ แล้วก็นำมาสู้ประเด็นดราม่า ดังรูป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="873" data-attachment-id="3782" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/privilege-port-paper-faculty-of-medicine/attachment/medcoach-institute-%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-1/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ดราม่า-1.jpg" data-orig-size="1284,1095" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="MedCoach-Institute-ดราม่า-1" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ดราม่า-1-300x256.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ดราม่า-1-1024x873.jpg" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ดราม่า-1-1024x873.jpg" alt="" class="wp-image-3782" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ดราม่า-1-1024x873.jpg 1024w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ดราม่า-1-300x256.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ดราม่า-1-768x655.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ดราม่า-1.jpg 1284w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="725" height="1024" data-attachment-id="3783" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/privilege-port-paper-faculty-of-medicine/attachment/medcoach-institute-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-1/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1.jpg" data-orig-size="1449,2048" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="MedCoach-Institute-ชี้แจง-1" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1-212x300.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1-725x1024.jpg" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1-725x1024.jpg" alt="" class="wp-image-3783" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1-725x1024.jpg 725w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1-212x300.jpg 212w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1-768x1085.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1-1087x1536.jpg 1087w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2023/01/MedCoach-Institute-ชี้แจง-1.jpg 1449w" sizes="(max-width: 725px) 100vw, 725px" /></figure></div>


<p>พูดกันตามตรง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก หรือครั้งแรกของเมืองไทย ที่มีการออกกฎเพื่อให้ privilege หรือสิทธิพิเศษแก่คนกลุ่มใดกลุ่มนึง และอันที่จริง มีแบบนี้ในทุกวงการด้วย</p>



<p>ยกตัวอย่างวงการกฎหมาย ก็มี<a href="https://ilaw.or.th/node/5877">สอบผู้พิพากษา – อัยการ สนามจิ๋ว สนามเล็กและก็สนามใหญ่</a> สนามจิ๋วเรียกได้ว่าเป็น privilege สำหรับคนจบนอก แน่นอนว่าคนทั่วไปไม่มีปัญญาไปเรียนนอกแน่ๆ สนามเล็กก็เหมือนสงวนไว้ให้ลูกท่านหลานเธอโดยปริยาย</p>



<p>เรื่องทำ paper แล้วยื่นพอร์ตเข้าแพทย์ก็เหมือนกัน ถ้าเด็กมัธยมตามโรงเรียนทั่วไปคงหมดโอกาส ก็คงต้องมีระดับอาจารย์หมอช่วยเหลือนั่นแหละถึงทำได้ ซึ่งถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดหรือมีเงินเยอะๆไปเรียนสถาบันที่เปิดคอร์สพิเศษพวกนี้ ก็คงหมดโอกาสไปโดยปริยาย</p>



<p>จะว่าไป มันก็ฟีลระบบขุนนางสมัยก่อนดีๆนี่เอง (ระบบขุนนางของไทยสืบทอดทางเลือดไม่ได้ ถือว่าดีกว่าทางยุโรปหลายประเทศ แต่ไม่มีการสอบเข้า จึงแย่กว่าของจีน ทั้งนี้ก็เปิดช่องให้สืบทอดทางสายเลือดได้โดยราชสำนักมีข้อละเว้นให้กับขุนนางผู้ลูกมีความชอบต่อแผ่นดินจริงๆ คือมีความชอบในราชการได้เสมอบิดาหรือเหนือกว่าบิดาก็จะได้รับอภิสิทธิ์ให้สืบทอดตำแหน่งของบิดา หรือว่าอวยยศให้สูงกว่าบิดาได้ในทันที เห็นไหมเหมือนสมัยนี้เด๊ะๆเลย ไม่ให้สืบทอดกันทางสายเลือดโดยตรง แต่ก็แอบมีช่องทาง privilege ให้ เหมือนกันเด๊ะ)</p>



<p>บอกตามตรง ผมไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้เท่าไร ถ้าจะทำ ก็ทำแบบทหารไปเลยเหอะ ที่ว่าเป็นลูกหลานทหารแล้วมีคะแนนพิเศษให้ตอนสอบเข้า ตรงๆชัดเจนไม่อ้อมค้อมดี</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/privilege-port-paper-faculty-of-medicine/">สังคมกำลังบอกอะไรเรา เมื่อเกิดเหตุการณ์ ยื่น Port เข้าคณะแพทย์ต้องมี Paper ตีพิมพ์</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/privilege-port-paper-faculty-of-medicine/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3781</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยเรื่องระบบสำนักในสมัยก่อนของไทย</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Nov 2022 15:27:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=3737</guid>

					<description><![CDATA[<p>นั่งดูสัมภาษณ์ขุนอิน ระนาดเอก แล้วจะว่าไป ระบบสำนักของไทย ก็คล้ายๆระบบกงสีของจีนเหมือนกันนะ ระบบสำนักของไทย อย่างสำนักปี่พาทย์ จะมีอาจารย์ใหญ่ที่เรียกว่าเจ้าสำนัก ซึ่งจะรับลูกศิษย์ที่อยากเรียนดนตรีมาเรียนกินนอนที่สำนักตั้งแต่เด็ก โดยไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน เรียกได้ว่า เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี แต่ก็ต้องซ้อมดนตรีและทำงานอยู่ในสำนัก พอมีงานแสดง ไม่ว่าจะงานศพ หรืองานอะไรก็ตาม เจ้าสำนักก็จะเป็นคนจัดสรรว่าใครได้ไปเล่นงานไหน ถ้าสำนักมีคนเยอะก็รับทีหลายๆงานได้ แบ่งกันไปคนละงาน ถ้าคนน้อยงานนึงก็ต้องไปกันทั้งสำนัก พอแสดงได้เงินมา เจ้าสำนักก็จะเอามาแบ่งให้กับลูกศิษย์ ส่วนที่เหลือจะเก็บเข้ากองกลาง ไว้เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ ของคนในสำนัก ลูกศิษย์คนไหนเก่งๆ เริ่มมีชื่อเสียง ก็จะออกไปตั้งสำนักของตัวเอง รับลูกศิษย์เอง หรือไม่ก็ออกไปเป็นศิลปินเดี่ยว รับงานเป็นจ็อบๆไป ใครเก่งๆก็ออกไปตั้งสำนักตัวเองตั้งแต่หนุ่มๆ แต่ถ้าคนไหนไม่ค่อยเก่ง ก็จะกินอยู่ในสำนักยันแก่ หรือจนตายคาสำนักหรือใครเก่งมากๆก็จะเป็นทายาทสืบทอดเจ้าสำนักรุ่นต่อไป แต่ส่วนมากคนสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักมักเป็นลูกหลานสายตรงของเจ้าสำนักคนก่อนซะมากกว่า</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81/">ว่าด้วยเรื่องระบบสำนักในสมัยก่อนของไทย</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>นั่งดูสัมภาษณ์ขุนอิน ระนาดเอก แล้วจะว่าไป ระบบสำนักของไทย ก็คล้ายๆระบบกงสีของจีนเหมือนกันนะ</p>



<p>ระบบสำนักของไทย อย่างสำนักปี่พาทย์ จะมีอาจารย์ใหญ่ที่เรียกว่าเจ้าสำนัก ซึ่งจะรับลูกศิษย์ที่อยากเรียนดนตรีมาเรียนกินนอนที่สำนักตั้งแต่เด็ก โดยไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน เรียกได้ว่า เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี แต่ก็ต้องซ้อมดนตรีและทำงานอยู่ในสำนัก</p>



<p>พอมีงานแสดง ไม่ว่าจะงานศพ หรืองานอะไรก็ตาม เจ้าสำนักก็จะเป็นคนจัดสรรว่าใครได้ไปเล่นงานไหน ถ้าสำนักมีคนเยอะก็รับทีหลายๆงานได้ แบ่งกันไปคนละงาน ถ้าคนน้อยงานนึงก็ต้องไปกันทั้งสำนัก</p>



<p>พอแสดงได้เงินมา เจ้าสำนักก็จะเอามาแบ่งให้กับลูกศิษย์ ส่วนที่เหลือจะเก็บเข้ากองกลาง ไว้เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ ของคนในสำนัก</p>



<p>ลูกศิษย์คนไหนเก่งๆ เริ่มมีชื่อเสียง ก็จะออกไปตั้งสำนักของตัวเอง รับลูกศิษย์เอง หรือไม่ก็ออกไปเป็นศิลปินเดี่ยว รับงานเป็นจ็อบๆไป</p>



<p>ใครเก่งๆก็ออกไปตั้งสำนักตัวเองตั้งแต่หนุ่มๆ แต่ถ้าคนไหนไม่ค่อยเก่ง ก็จะกินอยู่ในสำนักยันแก่ หรือจนตายคาสำนัก<br>หรือใครเก่งมากๆก็จะเป็นทายาทสืบทอดเจ้าสำนักรุ่นต่อไป แต่ส่วนมากคนสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักมักเป็นลูกหลานสายตรงของเจ้าสำนักคนก่อนซะมากกว่า</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81/">ว่าด้วยเรื่องระบบสำนักในสมัยก่อนของไทย</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3737</post-id>	</item>
		<item>
		<title>การที่ม็อบพ่นสี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกำลังบอกอะไรเรา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 13 Aug 2021 14:19:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=3209</guid>

					<description><![CDATA[<p>เห็นอะไรในภาพนี้กันบ้างไหมครับ ? มองผิวเผิน ก็เหมือนเด็ก ที่เกลียดชังทหาร กำลังพยายามทำลายสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของคนรุ่นก่อน แต่กับสถานที่นี้ มันมีอะไรมากกว่านั้น จริงๆ สถานที่นี้ เป็นหนึ่งในอีกมรดกของคณะราษฎร ที่ยังหลงเหลืออยู่ ที่ยังไม่ถูกทำลาย โยกย้าย หรือเปลี่ยนชื่อ เหมือนสถานที่อื่นๆที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้ว สถานที่นี้ เป็นสถานที่แรกๆ ที่มีการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อยกย่องสามัญชนคนธรรมดา (ก่อนหน้านี้ มีแต่อนุสาวรีย์ของเจ้านาย หรือขุนนาง) อันที่จริง มันควรจะเป็นสถานที่แห่งความภาคภูมิใจของม็อบครั้งนี้ด้วยซ้ำไป แต่เชื่อเถอะ ผมเชื่อว่า หลายคนที่เกลียดรัฐบาล หรือทหาร ออกจะเฉยๆกับการกระทำแบบนี้ด้วยซ้ำไป มันบอกอะไรเรา ? สิ่งที่รัฐทำ กำลังสร้างความเกลียดชัง ให้ร้าวลึกไปจนถึงรากเหง้า โดยไม่สนใจว่ารากนั้น จะดีหรือเสีย ขอแค่มีสิ่งที่เกลียดผูกติดอยู่ ก็พร้อมจะทำลาย หรือเปล่า หรือนี่เป็นผลสะท้อนกลับจากการที่ผ่านมา เราบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อเชิดชู หรือด้อยค่าบุคคล หรือเพื่อสร้างชาติ สร้างความภาคภูมิใจอย่างใดอย่างหนึ่ง...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">การที่ม็อบพ่นสี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกำลังบอกอะไรเรา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img decoding="async" data-attachment-id="3210" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c/attachment/%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2021/08/พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย.jpg" data-orig-size="1200,849" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2021/08/พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย-300x212.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2021/08/พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย-1024x724.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-3210" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2021/08/พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย.jpg" alt="" width="1200" height="849" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2021/08/พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย.jpg 1200w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2021/08/พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย-300x212.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2021/08/พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย-1024x724.jpg 1024w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2021/08/พ่นสีอนุสาวรีย์ชัย-768x543.jpg 768w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h3>
เห็นอะไรในภาพนี้กันบ้างไหมครับ ?</h3>
<p>มองผิวเผิน ก็เหมือนเด็ก ที่เกลียดชังทหาร กำลังพยายามทำลายสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของคนรุ่นก่อน</p>
<p>แต่กับสถานที่นี้ มันมีอะไรมากกว่านั้น</p>
<p>จริงๆ สถานที่นี้ เป็นหนึ่งในอีกมรดกของคณะราษฎร ที่ยังหลงเหลืออยู่ ที่ยังไม่ถูกทำลาย โยกย้าย หรือเปลี่ยนชื่อ เหมือนสถานที่อื่นๆที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้ว</p>
<p>สถานที่นี้ เป็นสถานที่แรกๆ ที่มีการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อยกย่องสามัญชนคนธรรมดา (ก่อนหน้านี้ มีแต่อนุสาวรีย์ของเจ้านาย หรือขุนนาง)</p>
<p>อันที่จริง มันควรจะเป็นสถานที่แห่งความภาคภูมิใจของม็อบครั้งนี้ด้วยซ้ำไป</p>
<p>แต่เชื่อเถอะ ผมเชื่อว่า หลายคนที่เกลียดรัฐบาล หรือทหาร ออกจะเฉยๆกับการกระทำแบบนี้ด้วยซ้ำไป</p>
<h3>มันบอกอะไรเรา ?</h3>
<p>สิ่งที่รัฐทำ กำลังสร้างความเกลียดชัง ให้ร้าวลึกไปจนถึงรากเหง้า โดยไม่สนใจว่ารากนั้น จะดีหรือเสีย ขอแค่มีสิ่งที่เกลียดผูกติดอยู่ ก็พร้อมจะทำลาย หรือเปล่า</p>
<p>หรือนี่เป็นผลสะท้อนกลับจากการที่ผ่านมา เราบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อเชิดชู หรือด้อยค่าบุคคล หรือเพื่อสร้างชาติ สร้างความภาคภูมิใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เกิดขึ้นมา โดยไม่สนใจความถูกต้องมาตั้งแต่แรก จนประวัติศาสตร์ไม่ควรค่าแก่การศึกษาและเชื่อถืออีกต่อไปหรือเปล่า</p>
<p>หรือจะเป็นผลจากการที่ผ่านมา เราพยายามแช่แข็ง วัฒนธรรมดั้งเดิม รากเหง้า ห้ามแตะต้อง แก้ไข เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ต้องอยู่บนหิ้งเท่านั้นหรือเปล่า จนได้มีคนอย่างน้อย 1 generation เข้าไม่ถึง ไม่อินกับสิ่งเหล่านั้น ในอดีต ที่แช่แข็งไว้อีกต่อไปหรือเปล่า</p>
<p>สุดท้ายนี้ ถ้าหากรัฐไม่หยุดใช้ความรุนแรง ก็ไม่ต่างจากการที่รัฐกำลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้าง ให้เติบโตขึ้นทั้ง generation</p>
<p>กลายเป็น generation ที่เกลียดชังทุกอย่างที่รัฐพยายามพร่ำสอนว่าดี พร่ำสอนให้เชื่อฟัง อะไรที่ผูกติดกับสิ่งเหล่านั้นก็พร้อมทำลายไม่เหลือ โดยไม่สนใจว่าสิ่งนั้นจะ ดี หรือ เสีย พอเพียงได้ทำลาย ความเป็นไทย ที่คนรุ่นก่อนพยายามยัดเยียดให้ก็พอ</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">การที่ม็อบพ่นสี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกำลังบอกอะไรเรา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3209</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เราจะแก้ปัญหาการเผาไร่อ้อยได้อย่างไร ในทางเศรษฐศาสตร์</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Mar 2019 08:27:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=542</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันดีกว่า การเผาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่น pm 2.5 ที่กำลังสร้างปัญหาอยู่ในขณะนี้ และการเผาไร่อ้อยก็เป็นหนุ่งในนั้น คำถามคือ ทำไมต้องเผา และเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร การเผาไร่อ้อย การเผาไร่อ้อยทำเพื่อกำจัดใบอ้อยให้หายไป เพื่อความสะดวกในการตัด ซึ่งจะทำในช่วงฤดูเปิดหีบอ้อย ซึ่งจะกินระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ถึง 4 เดือนครึ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ช่วงประมาณธันวาคม ถึง เมษายน ของทุกปี วิธีการเผานั้นมักเริ่มจากเผาต้นอ้อยรอบแรก เพื่อให้ตัดได้ง่าย จากนั้นก็จะเผาใบอ้อยที่เหลืออีกรอบ แต่หากมีการตัดสดในรอบแรก หลังจากตัดและนำอ้อยออกจากแปลงแล้ว ก็จะมีการเผาเศษใบอ้อยที่เหลือ ยกเว้นบางแปลง จะมีการใช้เครื่องมาม้วนพันใบอ้อยที่เหลือเป็นม้วนขนาดใหญ่ แล้วนำไปขายเพื่อเป็นเชื้อเพลิง การเผาไร่อ้อยก่อนตัดมีข้อดีคือ แรงงานตัดได้ง่าย ประหยัดค่าแรงและเวลา โดยเฉพาะบางแปลงที่ต้องเร่งตัดให้ทันช่วงเวลาหีบอ้อย (อย่าลืมว่าโควต้าเต็มเมื่อไรก็ปิดหีบ ดังนั้นปีไหนที่ผลผลิตเยอะ ก็ต้องเร่งทำเวลา) สามารถตัดได้แม้อ้อยมีปัญหาเจอลมแรงต้นล้มพันกันมากจนรถตัดไม่ได้ สำหรับข้อเสียของการเผาไร่อ้อยก่อนตัดคือ ทำให้เกิดมลภาวะ เกิดฝุ่น pm 2.5...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">เราจะแก้ปัญหาการเผาไร่อ้อยได้อย่างไร ในทางเศรษฐศาสตร์</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันดีกว่า การเผาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่น pm 2.5 ที่กำลังสร้างปัญหาอยู่ในขณะนี้ และการเผาไร่อ้อยก็เป็นหนุ่งในนั้น คำถามคือ ทำไมต้องเผา และเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร</p>
<h2>การเผาไร่อ้อย</h2>
<p>การเผาไร่อ้อยทำเพื่อกำจัดใบอ้อยให้หายไป เพื่อความสะดวกในการตัด ซึ่งจะทำในช่วงฤดูเปิดหีบอ้อย ซึ่งจะกินระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ถึง 4 เดือนครึ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ช่วงประมาณธันวาคม ถึง เมษายน ของทุกปี</p>
<p>วิธีการเผานั้นมักเริ่มจากเผาต้นอ้อยรอบแรก เพื่อให้ตัดได้ง่าย จากนั้นก็จะเผาใบอ้อยที่เหลืออีกรอบ แต่หากมีการตัดสดในรอบแรก หลังจากตัดและนำอ้อยออกจากแปลงแล้ว ก็จะมีการเผาเศษใบอ้อยที่เหลือ ยกเว้นบางแปลง จะมีการใช้เครื่องมาม้วนพันใบอ้อยที่เหลือเป็นม้วนขนาดใหญ่ แล้วนำไปขายเพื่อเป็นเชื้อเพลิง</p>
<p>การเผาไร่อ้อยก่อนตัดมีข้อดีคือ แรงงานตัดได้ง่าย ประหยัดค่าแรงและเวลา โดยเฉพาะบางแปลงที่ต้องเร่งตัดให้ทันช่วงเวลาหีบอ้อย (อย่าลืมว่าโควต้าเต็มเมื่อไรก็ปิดหีบ ดังนั้นปีไหนที่ผลผลิตเยอะ ก็ต้องเร่งทำเวลา) สามารถตัดได้แม้อ้อยมีปัญหาเจอลมแรงต้นล้มพันกันมากจนรถตัดไม่ได้</p>
<p>สำหรับข้อเสียของการเผาไร่อ้อยก่อนตัดคือ ทำให้เกิดมลภาวะ เกิดฝุ่น pm 2.5 ได้อ้อยที่มีน้ำหนักน้อย ค่าความหวานลดลง ทำให้ขายได้ราคาน้อยลง รายได้ลด ทำให้อินทรีวัตถุในดินน้อยลง ดินทึบแน่น ไม่อุ้มน้ำ นอกจากนี้การที่เราเผาจะทำให้เราไม่มีใบอ้อยมาคลุมดิน ทำให้วัชพืชขึ้นได้ง่าย ซึ่งวัชพืชดังกล่าวจะมาแย่งอาหาร ทำให้ตออ้อยแคระเกร็น นอกจากนี้แมลงที่เป็นศัตรูพืชจะบินมาวางไข่ และเมื่อไข่ดังกล่าวฟักตัวจะกลายเป็นหนอนชอนไชทำให้ตายตออีกด้วย การที่เหลือใบอ้อยไว้ ใบอ้อยจะกลายเป็นปุ๋ย ซึ่งใบอ้อยมีไนโตรเจน 0.35-0.66% ประเทศไทยมีการเผาใบอ้อยปีละประมาณ 10 ล้าน เท่ากับเราเผาปุ๋ยไนโตรเจนทิ้งไปปีละ 35,000-66,000 ตัน เลยทีเดียว</p>
<p>เมื่อเทียบข้อดีกับข้อเสียแล้ว จะเห็นว่า ในระยะยาว ยังไงการเผาก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แต่ทำไมเกษตรกรร้อยละ 60 จึงเลือกใช้วิธีการเผา?</p>
<p><figure id="attachment_551" aria-describedby="caption-attachment-551" style="width: 490px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" data-attachment-id="551" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/attachment/thailand-fireburn/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/thailand-fireburn.jpg" data-orig-size="490,467" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="thailand fireburn" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/thailand-fireburn-300x286.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/thailand-fireburn.jpg" class="wp-image-551 size-full" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/thailand-fireburn.jpg" alt="" width="490" height="467" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/thailand-fireburn.jpg 490w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/thailand-fireburn-300x286.jpg 300w" sizes="(max-width: 490px) 100vw, 490px" /><figcaption id="caption-attachment-551" class="wp-caption-text">ภาพการเผาทั้งหมดในช่วงวันที่ 3/3/2019 &#8211; 4/3/2019 สามารถดูภาพการเผาทั้งหมดได้ที่ <a href="https://firms.modaps.eosdis.nasa.gov/map/#z:3;c:112.7,9.8;d:2019-03-25..2019-03-26">https://firms.modaps.eosdis.nasa.gov/map/#z:3;c:112.7,9.8;d:2019-03-25..2019-03-26</a></figcaption></figure></p>
<h2>ทำไมเกษตรกรถึงเลือกใช้วิธีการเผา?</h2>
<p style="text-align: center;">อยากให้ลองดูตารางข้างล่าง ก่อนตัดสินใจนะครับ</p>
<table class=" aligncenter" width="544">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;" width="224"></td>
<td style="text-align: center;" colspan="3" width="320">วิธีการเก็บเกี่ยว</td>
</tr>
<tr>
<td>เกษตรกร</td>
<td style="text-align: center;">การตัดอ้อยสด</td>
<td style="text-align: center;">การเผาอ้อยก่อนตัด</td>
<td style="text-align: center;">การใช้รถตัดอ้อย</td>
</tr>
<tr>
<td>ราคาผลผลิต (บาท/ตัน)</td>
<td style="text-align: center;">780</td>
<td style="text-align: center;">720</td>
<td style="text-align: center;">780</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยว (บาท/ตัน)</td>
<td style="text-align: center;">150</td>
<td style="text-align: center;">100</td>
<td style="text-align: center;">220</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table class=" aligncenter" width="441">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;" width="224"></td>
<td style="text-align: center;" colspan="2" width="217">วิธีการเก็บเกี่ยว</td>
</tr>
<tr>
<td>แรงงาน</td>
<td style="text-align: center;">การตัดอ้อยสด</td>
<td style="text-align: center;">การเผาอ้อยก่อนตัด</td>
</tr>
<tr>
<td>จำนวนที่เก็บเกี่ยวได้ (ตัน/วัน)</td>
<td style="text-align: center;">1.0</td>
<td style="text-align: center;">2.5</td>
</tr>
<tr>
<td>รายได้จากการเก็บเกี่ยว (บาท/วัน)</td>
<td style="text-align: center;">150</td>
<td style="text-align: center;">250</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="554" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/attachment/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/เกษตรกร-ตัดอ้อย.jpg" data-orig-size="546,110" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="เกษตรกร ตัดอ้อย" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/เกษตรกร-ตัดอ้อย-300x60.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/เกษตรกร-ตัดอ้อย.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-554" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/เกษตรกร-ตัดอ้อย.jpg" alt="" width="546" height="110" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/เกษตรกร-ตัดอ้อย.jpg 546w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/เกษตรกร-ตัดอ้อย-300x60.jpg 300w" sizes="(max-width: 546px) 100vw, 546px" /><br />
<img decoding="async" data-attachment-id="553" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/attachment/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/แรงงาน-ตัดอ้อย.jpg" data-orig-size="443,110" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="แรงงาน ตัดอ้อย" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/แรงงาน-ตัดอ้อย-300x74.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/แรงงาน-ตัดอ้อย.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-553" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/แรงงาน-ตัดอ้อย.jpg" alt="" width="443" height="110" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/แรงงาน-ตัดอ้อย.jpg 443w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2019/03/แรงงาน-ตัดอ้อย-300x74.jpg 300w" sizes="(max-width: 443px) 100vw, 443px" /></p>
<p>เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ เห็น 2 ตารางนี้ ก็น่าจะเลือกเหมือนกันคือ เผาอ้อยก่อนตัดดีกว่า! (อย่าลืมว่าในความเป็นจริง นอกจากตัวเลขต้นทุน-รายได้แล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องระยะเวลาด้วย เพราะยิ่งช้า ก็หมายถึงเวลาที่โรงงานจะปิดรับซื้อก็ใกล้เข้ามา ยิ่งในช่วงเวลาที่ขาดแคลนแรงงานด้วยแล้ว แรงงานก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น เพราะเวลาที่หายไวจากการไม่มีแรงงานตัด นั่นหมายถึงเวลาที่ก่ออนปิดหีบที่เหลือน้อยลงทุกที)</p>
<p>หากคุณเลือกวิธีเผาก่อนตัดอ้อย คุณไม่ได้คิดไปคนเดียวหรอกครับ <a href="https://www.facebook.com/decharut.sukkumnoed/posts/2122954131129860">จากการทดลองของ อ.ดร.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</a> ก็พบว่ามีนักศึกษาถึง 70-80% ที่เลือกวิธีนี้ อย่าลืมนะครับว่า เกษตรกรจริงๆ เลือกใช้วิธีนี้แค่ 60% นะครับ แสดงว่าในมุมมองของคนทั่วไป ตัดสินใจเลือกใช้วิธีนี้มากกว่าเกษตรกรจริงๆเสียอีก!</p>
<p>เมื่อเราเห็นตัวเลขนี้ แล้วเราเลือกใช้วิธีนี้ แม้ว่า</p>
<ul>
<li>รายได้จากการขายอ้อยของเกษตรจะลดลง</li>
<li>โรงงานได้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันและตกผลึกน้ำตาลยากขึ้น</li>
<li>เกิดปัญหามลพิษฝุ่นละออง</li>
</ul>
<p>แต่นั่นเป็นเพราะ</p>
<ul>
<li>ในแง่ของแรงงาน แม้ว่าแรงงานจะได้ค่าแรงต่อตันน้อยกว่า แต่ด้วยความสะดวกในการตัด ทำให้สามารถตัดได้ต่อวันมากกว่า ส่งผลให้แรงงานได้ค่าแรงสุทธิมากกว่า แรงงานจึงแฮปปี้กับการตัดอ้อยเผามากกว่า</li>
<li>ในแง่ของเกษตรกร แม้ว่าจะได้รายได้น้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวก็ลดลง ประกอบกับแรงงานแฮปปี้กับวิธีการเผามากกว่า เลยเกิดเป็น win-win situation ใช้วิธีการเผาดีกว่า</li>
</ul>
<p>จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้เกษตรกรต้องเลือกใช้วิธีการเผาก่อนตัด เป็นเพราะกลไกราคาเป็นตัวส่งเสริมให้ใช้วิธีดังกล่าว</p>
<h2>แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรดี?</h2>
<p>จากตัวเลขกลไกข้างต้น หากเราต้องการเปลี่ยนการตัดสินใจของเกษตรกร เราสามารถทำได้โดย</p>
<ol>
<li>ให้โรงงานกดราคาอ้อยไหม้ไฟให้ต่ำลง</li>
<li>เพิ่มราคาอ้อยสดให้สูงขึ้น</li>
<li>ทำให้ต้นทุนในการใช้รถตัดอ้อยลดลง</li>
<li>เพิ่มแรงจูงใจกับแรงงานด้วยการเพิ่มค่าจ้างการตัดอ้อยสดให้สูงขึ้น</li>
</ol>
<p>ในความเป็นจริงแล้ว ข้อ 1, 2 ต้องใช้กลไกทางภาครัฐเข้ามาช่วย เพื่อบีบให้โรงงานกดราคาอ้อยไหม้ไฟ หรือแทรกแซงกลไกตลาดให้ราคาอ้อยสดสูงขึ้น สำหรับข้อ 4 การเพิ่มค่าแรงจะเป็นไม่ได้เลย หากไม่ทำร่วมกับข้อ 2 คือ ราคาอ้อยสดต้องสูงขึ้นด้วย จึงต้องใช้วิธีกลไกของรัฐในการแทรกแซงอยู่ดี หากรัฐต้องการแทรกแซงให้น้อยที่สุด จึงน่าจะต้องใช้วิธีในข้อ 3 คือทำให้ต้นทุนในการใช้รถตัดอ้อยลดลง อาทิเช่น ที่ผ่านมามีคนนำเสนอว่า ให้แต่ละพื้นที่มีรถตัดอ้อยส่วนกลางเพื่อใช้งานร่วมกัน หรือพัฒนารถตัดอ้อยให้มีราคาถูกลง เช่น จากเดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศราคาคันละ 11.5 ล้านบาท แต่สามารถพัฒนาและผลิตใช้เองในราคาคันละ 2.5 ล้านบาท เป็นต้น</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">เราจะแก้ปัญหาการเผาไร่อ้อยได้อย่างไร ในทางเศรษฐศาสตร์</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">542</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ย้อนอดีตถึง 3 ก๊ก เมื่อซาอุตัดหัวฆาตกรฆ่า Khashoggi</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8-khashoggi/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8-khashoggi/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Nov 2018 09:39:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=431</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากมีข่าวฆาตกรรมคอลัมนิสต์ชาวซาอุดิอาระเบียชื่อ Jamal Khashoggi ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ซาอุอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน หลายฝ่ายก็เชื่อกันว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือรัฐบาลซาอุ ล่าสุดผู้ทำการแทนอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักร Shalaan al-Shalaan เปิดเผยว่าใน 21 คน ที่ทำการควบคุม มีคนที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าและถูกนำตัวมาดำเนินคดี 11 คน และ al-Shalaan ได้ร้องขอให้ทำการลงโทษประหารชีวิตผู้สั่งการ 5 คน ส่วนคนอื่นๆจะมีการฟ้องร้องและลงโทษเป็นรายบุคคล ดูผิวเผิน ก็เหมือนคดีธรรมดาทั่วไป ที่มีการจับผู้กระทำมาลงโทษ อีกทั้งรัฐบาลซาอุ ก็ยังทำการสืบสวนและดำเนินคดีได้ค่อนข้างไว แต่บางคนก็ตั้งข้อสงสัยว่า การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าชาย Mohammed bin Salman พ้นจากข้อกล่าวหา โดยมีการกล่าวโทษไปที่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย 2 คนแทน ปล.การประหารชีวิตในซาอุดิอาระเบียมักใช้วิธีตัดหัวด้วยดาบ อ่านเพิ่มเติม Saudi Arabia will BEHEAD Khashoggi killers อดีตที่ต้องเรียนรู้ กับการตายเพื่อนาย จะว่าไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุกา่รณ์คล้ายๆแบบนี้ขึ้นบนโลก...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8-khashoggi/">ย้อนอดีตถึง 3 ก๊ก เมื่อซาอุตัดหัวฆาตกรฆ่า Khashoggi</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากมีข่าวฆาตกรรมคอลัมนิสต์ชาวซาอุดิอาระเบียชื่อ Jamal Khashoggi ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ซาอุอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน หลายฝ่ายก็เชื่อกันว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือรัฐบาลซาอุ</p>
<p>ล่าสุดผู้ทำการแทนอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักร Shalaan al-Shalaan เปิดเผยว่าใน 21 คน ที่ทำการควบคุม มีคนที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าและถูกนำตัวมาดำเนินคดี 11 คน และ al-Shalaan ได้ร้องขอให้ทำการลงโทษประหารชีวิตผู้สั่งการ 5 คน ส่วนคนอื่นๆจะมีการฟ้องร้องและลงโทษเป็นรายบุคคล</p>
<p>ดูผิวเผิน ก็เหมือนคดีธรรมดาทั่วไป ที่มีการจับผู้กระทำมาลงโทษ อีกทั้งรัฐบาลซาอุ ก็ยังทำการสืบสวนและดำเนินคดีได้ค่อนข้างไว แต่บางคนก็ตั้งข้อสงสัยว่า การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าชาย Mohammed bin Salman พ้นจากข้อกล่าวหา โดยมีการกล่าวโทษไปที่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย 2 คนแทน</p>
<p>ปล.การประหารชีวิตในซาอุดิอาระเบียมักใช้วิธีตัดหัวด้วยดาบ</p>
<p>อ่านเพิ่มเติม <a href="&quot;https://www.dailymail.co.uk/news/article-6392951/Jamal-Khashoggis-accused-killers-face-death-penalty-Saudi-prosecutor-says.html">Saudi Arabia will BEHEAD Khashoggi killers</a></p>
<h2>อดีตที่ต้องเรียนรู้ กับการตายเพื่อนาย</h2>
<p>จะว่าไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุกา่รณ์คล้ายๆแบบนี้ขึ้นบนโลก มันถูกเกิดขึ้นซ้ำเป็นร้อยๆครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ และอีกนับครั้งไม่ถ้วนที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้</p>
<p>อย่างใน 3 ก๊ก ในศึกยุทธการกัวต๋อ โจโฉทำการรบกับอ้วนเสี้ยวอย่างยืดเยื้อ ในช่วงท้ายๆของการรบ โจโฉประสบปัญหาขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก ทหารเริ่มไม่อยู่ในระเบียบ และมีความโกลาหลเล็กๆเกิดขึ้นในค่าย โจโฉจึงแก้ปัญหาด้วยการเรียกนายเสบียงมาคุย และขอให้นายเสบียงช่วย เมื่อนายเสบียงตบปากรับคำ โจโฉจึงบอกว่า จะขอตัดหัวของนายเสบียง เพราะต้องใช้หัวของนายเสบียงในการแก้ปัญหานี้ จากนั้นโจโฉก็สั่งตัดหัวนายเสบียงในขณะที่นายเสบียงกำลังงุนงงอยู่ จากนั้นโจโฉก็นำหัวของนายเสบียงไปประจารณ์ว่า เพราะนายเสบียงคนนี้ ทุจริต แอบนำเสบียงของเราไปขาย เราจึงมีเสบียงไม่พอใช้ ต้องอดมื้อกินมื้อ (ทั้งๆที่ความจริงไม่เกี่ยวกับนายเสบียงเลย) จากนั้นเหตุการณ์ในค่ายจึงสงบลง เป็นไปตามที่โจโฉคาดการณ์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8-khashoggi/">ย้อนอดีตถึง 3 ก๊ก เมื่อซาอุตัดหัวฆาตกรฆ่า Khashoggi</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8-khashoggi/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">431</post-id>	</item>
		<item>
		<title> ฮีโร่ผู้อพยพชาวมาลี ช่วยเหลือเด็กชาวฝรั่งเศส</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 May 2018 08:42:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[คลิป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=385</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากคลิป Mamoudou Gassama ผู้อพยพชาวมาลีช่วยชีวิตเด็กที่ห้อยจากระเบียง หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เค้าได้รับสัญชาติฝรั่งเศส และได้ทำงานในหน่วยดับเพลิง จริงๆ ผมอยากให้คนไทย เลิกยึดติดกับสัญชาติได้แล้วครับ คนไทยไร้ประโยชน์ สร้างปัญหาให้สังคมก็เยอะ ต่างด้าว ทำคุณประโยชน์เพื่อประเทศชาติก็มีไม่น้อย เราคงคัดคนไทยเลวๆออกไปจากประเทศไม่ได้ แต่เราเลือกให้สัญชาติคนดีมีคุณภาพมาสร้างประโยชน์แก่สังคมของเราได้ &#160; &#160;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5/">&lt;คลิป&gt; ฮีโร่ผู้อพยพชาวมาลี ช่วยเหลือเด็กชาวฝรั่งเศส</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="fb-video" data-allowfullscreen="true" data-href="https://www.facebook.com/aljazeera/videos/10156786747638690/?hc_ref=ARSF2YYPc-6BeRW2XU4Z4mcknLJ5BzX1NUBvN2eEzbVoe0pDsng_k0G7atNxaSGWeg8" style="background-color: #fff; display: inline-block;"></div>
<p>จากคลิป Mamoudou Gassama ผู้อพยพชาวมาลีช่วยชีวิตเด็กที่ห้อยจากระเบียง</p>
<p>หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เค้าได้รับสัญชาติฝรั่งเศส และได้ทำงานในหน่วยดับเพลิง</p>
<p>จริงๆ ผมอยากให้คนไทย เลิกยึดติดกับสัญชาติได้แล้วครับ คนไทยไร้ประโยชน์ สร้างปัญหาให้สังคมก็เยอะ ต่างด้าว ทำคุณประโยชน์เพื่อประเทศชาติก็มีไม่น้อย เราคงคัดคนไทยเลวๆออกไปจากประเทศไม่ได้ แต่เราเลือกให้สัญชาติคนดีมีคุณภาพมาสร้างประโยชน์แก่สังคมของเราได้</p>
<div class="v_1j88dbxgmw i_1j88dbrw21 clearfix">
<div class="clearfix c_1j88dbxexv">
<div class="clearfix _42ef">
<div class="l_1j88dbxexs">
<div>
<div class="_6a _5u5j">
<div class="_6a _5u5j _6b"></div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
<div id="js_md" class="_5pbx userContent _3576" data-ft="{&quot;tn&quot;:&quot;K&quot;}">
<p>&nbsp;</p>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5/">&lt;คลิป&gt; ฮีโร่ผู้อพยพชาวมาลี ช่วยเหลือเด็กชาวฝรั่งเศส</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">385</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ฆ่าตัวตายพุ่งสูง ฤาเป็นเพราะไทยกำลังแก่ชรา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 May 2018 09:07:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ฆ่าตัวตาย]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมสูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=375</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศในเอเชียหลายประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปก่อนไทย อาทิเช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์ ล้วนมีอัตราฆ่าตัวตายที่สูงทั้งนั้น และยิ่งอายุเฉลี่ยในประเทศมาก อัตราการฆ่าตัวตายก็ยิ่งสูง ในอดีตที่ผ่านมา เราเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้คนเกิดความเครียดและฆ่าตัวตาย ซึ่งตัวเลขในอดีตก็เป็นเช่นนั้น ในอดีตที่ผ่านมา เมืองไทยเคยมีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 5 คน ต่อประชากร 1 แสนคน และสูงสุดอยู่ที่ 8.59 ต่อประชากร 1 แสน ในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยกำลังทรุดหนัก หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัว ตัวเลขการฆ่าตัวตายก็ลดลงตามลำดับ แต่ว่าเมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2553 อัตราการฆ่าตัวตายก็ทยอยพุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรา และล่าสุด ตอนนี้อัตราการฆ่าตัวตายเราแซงช่วงวิฤตต้มยำกุ้งไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายเขตพื้นที่แล้ว ยังพบความสัมพันธ์กับอายุนั่นคือ เขตสุขภาพที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ฆ่าตัวตายพุ่งสูง ฤาเป็นเพราะไทยกำลังแก่ชรา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศในเอเชียหลายประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปก่อนไทย อาทิเช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์ ล้วนมีอัตราฆ่าตัวตายที่สูงทั้งนั้น และยิ่งอายุเฉลี่ยในประเทศมาก อัตราการฆ่าตัวตายก็ยิ่งสูง</p>
<p>ในอดีตที่ผ่านมา เราเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้คนเกิดความเครียดและฆ่าตัวตาย ซึ่งตัวเลขในอดีตก็เป็นเช่นนั้น</p>
<p><figure id="attachment_376" aria-describedby="caption-attachment-376" style="width: 560px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" data-attachment-id="376" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/attachment/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย.jpg" data-orig-size="560,378" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="อัตราการฆ่าตัวตายของไทย" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย-300x203.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย.jpg" class="wp-image-376 size-full" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย.jpg" alt="" width="560" height="378" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย.jpg 560w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย-300x203.jpg 300w" sizes="(max-width: 560px) 100vw, 560px" /><figcaption id="caption-attachment-376" class="wp-caption-text">อัตราการฆ่าตัวตายของไทย Cr. <a href="http://www.hiso.or.th">http://www.hiso.or.th</a></figcaption></figure></p>
<p>ในอดีตที่ผ่านมา เมืองไทยเคยมีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 5 คน ต่อประชากร 1 แสนคน และสูงสุดอยู่ที่ 8.59 ต่อประชากร 1 แสน ในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยกำลังทรุดหนัก หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัว ตัวเลขการฆ่าตัวตายก็ลดลงตามลำดับ</p>
<p>แต่ว่าเมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2553 อัตราการฆ่าตัวตายก็ทยอยพุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรา และล่าสุด ตอนนี้อัตราการฆ่าตัวตายเราแซงช่วงวิฤตต้มยำกุ้งไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p><figure id="attachment_377" aria-describedby="caption-attachment-377" style="width: 840px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" data-attachment-id="377" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/attachment/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-49-58/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58.jpg" data-orig-size="840,478" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="อัตราการฆ่าตัวตาย ปี 49-58" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58-300x171.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58.jpg" class="wp-image-377 size-full" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58.jpg" alt="" width="840" height="478" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58.jpg 840w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58-300x171.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58-768x437.jpg 768w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /><figcaption id="caption-attachment-377" class="wp-caption-text">ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา อัตราการฆ่าตัวตายของไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Cr. <a href="https://www.tcijthai.com/news/2017/7/watch/7193">https://www.tcijthai.com/</a></figcaption></figure></p>
<p>นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายเขตพื้นที่แล้ว ยังพบความสัมพันธ์กับอายุนั่นคือ เขตสุขภาพที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุด ซึ่งเขตสุขภาพดังกล่าว หากดูอายุเฉลี่ยของประชากรในเขตนั้น ก็จะพบว่ามีอายุเฉลี่ยของประชากรสูงที่สุดในประเทศ</p>
<p>การฆ่าตัวตายไม่เพียงเกิดความสูญเสียในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อจิตใจของคนใกล้ชิดอีกด้วย</p>
<p>เป็นความจริงที่ว่า เมื่อประเทศใดเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เศรษฐกิจก็จะค่อยๆซึมลงทีละนิด อย่างไรก็ตามหากมองปัจจัยด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ก็จะพบว่าสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ยังดีกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งมาก ดังนั้นการฆ่าตัวตายในสังคมผู้สูงอายุจึงน่าจะมีปัจจัยเรื่อง ความเหงา และความเบื่อทางร่างกายร่วมด้วย</p>
<p>ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้อายุก่อนใครก่อน กำลังมีวิวัฒน์ไปอีกขั้น นั่นคือ ผู้สูงอายุ พากันออกมาขโมยของ เพียงเพราะว่า อยากติดคุก เนื่องจากคนแก่หลายคนไม่มีเงินเก็บเพียงพอ เหนื่อยแรง อ่อนล้า แต่ในคุกมีข้าวให้กิน มีที่ให้นอน แถมมีเพื่อนไม่ต้องเหงาอีกต่างหาก</p>
<p>รอดูกันว่าไทยจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร จะงดงาม หรือสูญเสียยิ่งกว่าประเทศอื่นๆที่เจอวิกฤตเช่นเดียวกับเรา</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="378" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/attachment/stop-suicide/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide.jpg" data-orig-size="960,639" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="stop-suicide" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide-300x200.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-378" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide.jpg" alt="" width="960" height="639" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide-300x200.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide-768x511.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide-480x320.jpg 480w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ฆ่าตัวตายพุ่งสูง ฤาเป็นเพราะไทยกำลังแก่ชรา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">375</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ฝรั่ง (ยุโรป) มีสินสอดไหม ?</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2018 15:09:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=345</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวัฒนธรรมของคนไทย สินสอด เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงที่จะแต่งงานด้วย โดยแฝงความหมายในหลายนัยยะ ได้แก่ หลักประกัน คำมั่นสัญญา ไปจนถึงการตอบแทน ที่ฝ่ายชายมีให้แก่ฝ่ายหญิงในการไปสู่ขอ แต่ความหมายในบางนัยยะก็หมายถึง การตีตรามูลค่าของฝ่ายหญิง ที่ฝ่ายชายต้องไปซื้อมา ในหลายๆครั้ง สินสอดยังแสดงถึง หน้าตา เกียรติ ความมั่นคั่ง และอำนาจ ของทั้ง 2 ฝ่ายที่จะดองเป็นทองแผ่นเดียวกันด้วย ในอินเดีย ฝ่ายหญิง ต้องเป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่ฝ่ายชาย เพราะฝ่ายชายต้องเป็นผู้ดูแลฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงจึงควรตอบแทนผู้ชายก่อนแต่งงาน ยิ่งผู้ชายที่มีหน้าที่การงานดีๆ ค่าสินสอดจะแพงมาก แม้ว่าอินเดียจะออกกฏหมายห้ามการให้และรับสินสอดมาตั้งแต่ปี 1961 แล้วก็ตาม แต่ประเพณีนี้ก็ยังคงอยู่และสร้างปัญหาให้อินเดียได้ไม่น้อย ในปี 2012 อินเดียมีคดีฆาตกรรมเจ้าสาวเพราะเงินสินสอดถึง 8,223 ราย ในขณะที่ปี 2010 มีถึง 8,391 คดี โดยจำเลยคือครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าว อันเนื่องมาจาก...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/">ฝรั่ง (ยุโรป) มีสินสอดไหม ?</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในวัฒนธรรมของคนไทย สินสอด เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงที่จะแต่งงานด้วย โดยแฝงความหมายในหลายนัยยะ ได้แก่ หลักประกัน คำมั่นสัญญา ไปจนถึงการตอบแทน ที่ฝ่ายชายมีให้แก่ฝ่ายหญิงในการไปสู่ขอ แต่ความหมายในบางนัยยะก็หมายถึง การตีตรามูลค่าของฝ่ายหญิง ที่ฝ่ายชายต้องไปซื้อมา ในหลายๆครั้ง สินสอดยังแสดงถึง หน้าตา เกียรติ ความมั่นคั่ง และอำนาจ ของทั้ง 2 ฝ่ายที่จะดองเป็นทองแผ่นเดียวกันด้วย</p>
<p>ในอินเดีย ฝ่ายหญิง ต้องเป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่ฝ่ายชาย เพราะฝ่ายชายต้องเป็นผู้ดูแลฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงจึงควรตอบแทนผู้ชายก่อนแต่งงาน ยิ่งผู้ชายที่มีหน้าที่การงานดีๆ ค่าสินสอดจะแพงมาก แม้ว่าอินเดียจะออกกฏหมายห้ามการให้และรับสินสอดมาตั้งแต่ปี 1961 แล้วก็ตาม แต่ประเพณีนี้ก็ยังคงอยู่และสร้างปัญหาให้อินเดียได้ไม่น้อย ในปี 2012 อินเดียมีคดีฆาตกรรมเจ้าสาวเพราะเงินสินสอดถึง 8,223 ราย ในขณะที่ปี 2010 มีถึง 8,391 คดี โดยจำเลยคือครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าว อันเนื่องมาจาก หากฝ่ายหญิงนำเงินมาให้น้อยกว่าที่ฝ่ายชายเรียกร้อง ก็จะถูกครอบครัวฝ่ายชายตั้งข้อรังเกียจ และหลายครั้งรุนแรงถึงขั้นรุมฆ่าเจ้าสาว มีหลายครั้งที่ฝ่ายหญิงถูกราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา จากนั้นครอบครัวเจ้าบ่าวจะแจ้งว่าเป็นอุบัติเหตุ อย่างไรก็ดี หากเป็นในสังคมเมืองของอินเดีย มีแนวโน้มว่า ฝ่ายเจ้าสาวเริ่มเป็นฝ่ายเรียกสินสอด หรือช่วยกันออกค่าสินสอดทั้ง 2 ฝ่ายมากขึ้น</p>
<p>ในวัฒนธรรมจีน แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่มีธรรมเนียมให้เงินฝ่ายหญิงแล้ว แต่ก็ยังมีธรรมเนียมเรื่องการให้ของขวัญเล็กๆน้อยๆ หรือในบางครอบครัวมีธรรมเนียมฝ่ายชายให้สินสอดแก่ฝ่ายหญิง แต่สุดท้ายแล้วฝ่ายหญิงจะคืนให้ หรือนำสินสอดนั้นให้คู่รักไปใช้เป็นทุนตั้งตัวร่วมกัน หลายครั้งฝ่ายหญิงสมทบทุนก้อนนี้เพิ่มเติมให้ด้วย หรือฝ่ายหญิงอาจมีเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ไปบ้านฝ่ายชายด้วย เพื่อเป็นการแสดงว่า การเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย ไม่ได้มาตัวเปล่าๆนะ แต่มีสมบัติติดตัวมาด้วยอย่างสมหน้าตา สมฐานะ พ่อแม่ฝ่ายชายจะได้เกรงใจ</p>
<p>อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า ธรรมเนียมสินสอดที่เห็นกันชัดๆ จะมีแต่ในฝั่งเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่คำถามคือ แล้วยุโรปละ มีสินสอดไหม ?</p>
<h2>สินสอดในยุโรป</h2>
<p>อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงฟันธงไปแล้วว่า ยุโรปไม่มีสินสอดแน่นอน แต่ผมจะบอกว่า ในวัฒนธรรมยุโรป ก็มีสิ่งที่คล้ายๆสินสอดนะครับ</p>
<p>ต้องอธิบายก่อนว่า ในบริบทและควาหมายของคนไทย สินสอดมักหมายรวมถึง เงินหรือสิ่งของ ที่มีการให้แก่กันระหว่างพ่อแม่ของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง แต่ถ้าเป็นทางฝั่งยุโรป เค้ามีศัพท์อยู่ 2 คำ ครับ คือคำว่า Bride price กับ Dowry ครับ</p>
<ul>
<li>Bride price หมายถึง ทรัพย์ที่ฝ่ายชาย ให้กับฝ่ายหญิงในการแต่งงาน คำนี้จึงมีความหมายเหมือนๆกับ สินสอด ในความหมายแบบไทยเรา</li>
<li>Dowry หมายถึง ทรัพย์สินที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงมอบให้ลูกสาว ถ้าจะแปลให้ตรงตัวจริงๆ ควรจะแปลว่า “สินเดิม” มากกว่า (แต่ใน google translate แปลให้ว่า “สินสอดทองหมั้น” นะครับ)</li>
</ul>
<p>แน่นอนว่า Bride price ไม่มีในวัฒนธรรมยุโรป แต่ในวัฒนธรรมยุโรปนั้นมี Dowry ครับ</p>
<p>วัฒนธรรม Dowry ของยุโรป มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และในยุคกลางก็มีการใช้อย่างแพร่หลาย</p>
<h2>ทำไมถึงวัฒนธรรม Dowry จึงรุ่งเรืองในยุคสมัยนั้น ?</h2>
<p>กฏหมายสมัยนั้นในยุโรป ถือว่า ทรัพย์สินทั้งหมดในบ้านเป็นของฝ่ายชาย ที่ดิน เครื่องใช้ เสื้อผ้า รวมถึงผลผลิตในไร่นา ล้วนถือว่าเป็นของฝ่ายชายทั้งหมด</p>
<p>เมื่อมีการแต่งงานเกิดขึ้น ฝ่ายหญิงต้องไปอยู่ในดินแดนของฝ่ายชาย ซึ่งกฏหมายไม่ได้คุ้มครองฝ่ายหญิงมากมายนัก ใครจะไปรู้ว่า เกิดฝ่ายหญิงทำให้ฝ่ายชายไม่พอใจขึ้น อาจถูกแกล้ง ทรมาน ให้อยู่แบบอดๆอยากๆก็ได้ ส่วนกฏหมายก็ไม่คุ้มครองอะไรให้เท่าไร ทรัพย์สินทุกอย่างก็เป็นของฝ่ายชายหมด แน่นอนว่า หัวอกคนเป็นพ่อแม่ ย่อมเป็นห่วงลูกเป็นธรรมดา วัฒนธรรมการให้ทรัพย์สินแก่ลูกสาวที่เรียกว่า Dowry จึงเกิดขึ้น</p>
<p>Dowry นี้มีตั้งแต่ข้าวของส่วนตัวของฝ่ายหญิง เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ แก้วแหวน เงินทอง รวมถึงข้ารับใช้ และองครักษ์ส่วนตัว (นอกจากนี้ Dowry ก็ยังมีของมั่น ซึ่งฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงด้วย ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเครื่องประดับต่างๆ)</p>
<p>และ Dowry จะเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของฝ่ายหญิงเท่านั้น ฝ่ายชายไม่มีสิทธิใดๆในทรัพย์สินตรงนี้ เมื่อฝ่ายหญิงตาย Dowry จะตกเป็นของลูกของเธอ โดยที่คนอื่นในบ้านสามี รวมถึงลูกของสามีกับหญิงอื่นจะไม่มีสิทธิใน Dowry</p>
<p>ถ้าเป็นผู้หญิงที่มีฐานะ โดยเฉพาะในตระกูลขุนนาง หรือ เจ้าหญิง (เราคงเห็นเจ้าหญิงในยุโรปแต่งงานกันระหว่างราชวงศ์อยู่บ่อยๆ) Dowry นั้นจะมากมายมหาศาลมาก และใน Dowry นี้ ก็จะมีคนรับใช้ (เมด) และอัศวินส่วนตัวตามไปทำหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยด้วย หรือในยุคหลังๆ ก็มีการส่ง Butler หรือ&#8221;ผู้จัดการครอบครัว&#8221; ไปด้วย (แต่คนไทยมักเรียกว่า พ่อบ้าน เรียกซะหมดราคาเลย ฮ่าๆ) ถ้าใครนึกไม่ออก ลองนึกถึงผู้ชายแก่ๆ ใส่ชุดสูตรหรูๆ คอยจัดการทุกอย่างภายในบ้านดูครับ จะเห็นบ่อยๆ ในฝรั่งอารมณ์ย้อนยุคหน่อยๆ</p>
<h2>วัฒนธรรม Dowry ในปัจจุบัน</h2>
<p>ในปัจจุบันธรรมเนียม Dowry ที่เป็นกิจลักษณะขนาดนี้ ไม่ค่อยมีกันแล้ว แต่จะเป็นในลักษณะ พ่อแม่ ให้ทรัพย์สิน พวกบ้าน รถ ที่ดิน หุ้น เงิน แก่ลูกๆที่จะแต่งงาน ซึ่งจะได้ทั้งลูกชายและลูกสาว (ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายหญิงเหมือนแต่ก่อน) แต่บ้านไหนที่โบราณๆหน่อย ก็จะให้พวก เครื่องเรือน เครื่องครัว และเสื้อผ้าต่างๆแก่ลูกสาวของตน</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="346" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/attachment/mont-st-michel-986320_960_720/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/02/mont-st-michel-986320_960_720.jpg" data-orig-size="960,353" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="mont-st-michel-986320_960_720" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/02/mont-st-michel-986320_960_720-300x110.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/02/mont-st-michel-986320_960_720.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-346" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/02/mont-st-michel-986320_960_720.jpg" alt="" width="960" height="353" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/02/mont-st-michel-986320_960_720.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/02/mont-st-michel-986320_960_720-300x110.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/02/mont-st-michel-986320_960_720-768x282.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/">ฝรั่ง (ยุโรป) มีสินสอดไหม ?</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">345</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
