<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ญี่ปุ่น Archives - A blog</title>
	<atom:link href="https://www.itisablogsite.com/tag/%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.itisablogsite.com/tag/ญี่ปุ่น/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sat, 28 Jan 2023 16:57:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>

<image>
	<url>https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/cropped-ablog-1-32x32.png</url>
	<title>ญี่ปุ่น Archives - A blog</title>
	<link>https://www.itisablogsite.com/tag/ญี่ปุ่น/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">112643113</site>	<item>
		<title>ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาที่รัฐบาลไทยยังตระหนักน้อยกว่าความจริงไปมาก</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Jan 2023 16:50:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมสูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=3859</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมเป็นคนแรกๆ น่าจะตั้งแต่ปี 2556 ที่ออกมาพูดเรื่องปัญหา aging society จนปี 2559 ได้เริ่มทำเพจ tobepharmacist ก็พูดถึงปัญหานี้มาตลอด จนคนเริ่มตระหนักและออกมาพูดกันมากขึ้นก็คือปี 2561 ก็ดีใจ (ก่อนหน้านี้ยังงงๆกันอยู่เลยว่ามันเป็นปัญหาอะไร หรือไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร) แต่ก็ไม่เคยเห็นออกมาตรการอะไรเป็นรูปเป็นร่างเพื่อแก้ปัญหา จนถึงวันนี้ ก็เหมือนยังไม่เข้าใจกันจริงๆ ก็เกาไม่ถูกที่คันกันซะที ปัญหา aging society เมืองไทย ไม่เหมือนที่อื่นบนโลก เพราะยุโรป ปัญหาหลักเกิดจากคนแก่อายุยืนขึ้นมาก แต่เมืองไทย คนแก่ไม่ได้อายุยืนขึ้นขนาดนั้น ปัญหาของเมืองไทย คล้ายๆกับญี่ปุ่นคือ เด็กเกิดน้อยลงมากต่างหาก ซึ่ง aging จากสาเหตุนี้ รุนแรงกว่า aging จากการที่คนแก่อายุยืนขึ้นมากๆ และจะไปใช้ตำรายุโรปมาแก้ปัญหาเดียวกันนี้ไม่ได้ แต่เราก็มีจุดพิเศษที่น่าปวดหัวกว่าญี่ปุ่นคือ แม้ว่าคนไทยจะอายุยืนขึ้น แต่ช่วงระยะเวลาที่แข็งแรง ไม่ได้เพิ่ม คือตายช้าลงก็จริง แต่เวลาที่เพิ่มขึ้น...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/">ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาที่รัฐบาลไทยยังตระหนักน้อยกว่าความจริงไปมาก</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมเป็นคนแรกๆ น่าจะตั้งแต่ปี 2556 ที่ออกมาพูดเรื่องปัญหา aging society จนปี 2559 ได้เริ่มทำ<a href="https://web.facebook.com/tobepharm/">เพจ tobepharmacist </a>ก็พูดถึงปัญหานี้มาตลอด จนคนเริ่มตระหนักและออกมาพูดกันมากขึ้นก็คือปี 2561 ก็ดีใจ (ก่อนหน้านี้ยังงงๆกันอยู่เลยว่ามันเป็นปัญหาอะไร หรือไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร) แต่ก็ไม่เคยเห็นออกมาตรการอะไรเป็นรูปเป็นร่างเพื่อแก้ปัญหา</p>



<p>จนถึงวันนี้ ก็เหมือนยังไม่เข้าใจกันจริงๆ ก็เกาไม่ถูกที่คันกันซะที</p>



<p>ปัญหา aging society เมืองไทย ไม่เหมือนที่อื่นบนโลก เพราะยุโรป ปัญหาหลักเกิดจากคนแก่อายุยืนขึ้นมาก แต่เมืองไทย คนแก่ไม่ได้อายุยืนขึ้นขนาดนั้น ปัญหาของเมืองไทย คล้ายๆกับญี่ปุ่นคือ เด็กเกิดน้อยลงมากต่างหาก ซึ่ง aging จากสาเหตุนี้ รุนแรงกว่า aging จากการที่คนแก่อายุยืนขึ้นมากๆ และจะไปใช้ตำรายุโรปมาแก้ปัญหาเดียวกันนี้ไม่ได้</p>



<p>แต่เราก็มีจุดพิเศษที่น่าปวดหัวกว่าญี่ปุ่นคือ แม้ว่าคนไทยจะอายุยืนขึ้น แต่ช่วงระยะเวลาที่แข็งแรง ไม่ได้เพิ่ม คือตายช้าลงก็จริง แต่เวลาที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เวลาที่มีคุณภาพ เช่นระยะเวลาป่วยติดเตียง เพิ่มขึ้นมาแทน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และจะเป็นภาระต่อโครงสร้างภาระการเลี้ยงดูมากกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ</p>



<p>แล้วที่ผ่านมา รัฐบาลก็การแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยด้วยวิธีง่ายๆอย่าง การหักลดหย่อนภาษี การเพิ่มวันลาคลอด ให้สวัสดิการคลอดบุตร ซึ่งการแก้ไขปัญหาเพียงมิติเดียวนี้ แทบไม่ได้ช่วยให้คนที่มีความพร้อมในการมีบุตร (ซึ่งควรจะมีบุตรให้แก่ประเทศ) อยากจะมีบุตรขึ้นมาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันกลับไปกระตุ้นให้ คนที่ไม่มีความพร้อม ซึ่งไม่ได้มีปัญหาเรื่องการมีบุตรน้อยแต่อย่างใด มีบุตรมากขึ้นเพื่อเอาสวัสดิการดังกล่าวอีก (เพราะต้นทุนการเลี้ยงบุตรต่อคนต่ำกว่า จึงมองว่าคุ้มกว่าที่จะมีเพิ่ม)</p>



<h2 class="wp-block-heading">แล้วจะแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุอย่างไรดี</h2>



<p>ส่วนตัวมองว่าวิธีแก้ปัญหา ที่น่าสนใจตอนนี้มี 2 อัน</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เรื่องการรับผู้อพยพ วิธีนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วพยายามใช้จุดแข็งของประเทศตัวเอง ในการดึงดูดประชากรระดับ talent จากประเทศอื่น ไม่ว่าจะด้วยเทคนิคเรื่องการให้ทุนการศึกษา การให้สิทธิพิเศษในการทำงานแก่อาชีพพิเศษให้มาพักถาวรที่ประเทศของตน ซึ่งประเทศไทย เมื่อย้อนกลับไปสัก 10 ปีที่แล้ว น่าจะฉวยโอกาสทอง ดึง talent จากประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่ด้วยปัญหาระบบกฏหมายที่ล้าหลัง และคนในประเทศที่ยังมีทัศนคติไม่เปิดรับอยู่ ทำให้เราพลาดโอกาสทองนี้ไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ด้วยปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้เรากำลังเสีย talent คนรุ่นใหม่ ให้ต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีคนกลุ่มนึงรู้สึกว่ามันไม่เป็นปัญหาซะด้วยซ้ำ<br>การแก้ปัญหาที่รัฐบาลใช้ อย่างการให้สิทธิต่างชาติซื้อบ้านได้ ถือครองที่ดินระยะยาว ในระยะสั้นอาจได้เม็ดเงินมาหมุนในกลุ่มอสังหาก็จริง แต่ระยะยาว จะทำให้คนรุ่นใหม่ในประเทศไม่สามารถครอบครองอสังหาได้ จากการที่รัฐไปบิดเบือนกลไก demand supply ของระบบ (อย่าอ้างเป็นกลไกของทั้งโลก ชาติอื่นมีเงิน QE เสกแบงค์เข้ามาเก็งกำไรสบาย ในขณะที่คนไทยต้องทำงานแลกมา) ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาให้คนไทยมีบุตรน้อยลงมากขึ้นไปอีกในระยะยาว</li>



<li>การอำนวยความสะดวกให้คนไทยสามารถเลี้ยงดูบุตรของตนเองในที่ทำงานได้ อย่างสิงคโปร์ที่ออกกฏหมายให้ต้องมี nursery ในที่ทำงาน ซึ่งวิธีนี้ ได้ผลกว่าการให้วันลา หรือหักภาษี เพราะคนระดับที่มีความพร้อม ไม่ได้ต้องการหยุดงาน เค้าต้องการทำงาน แต่เค้าก็ต้องการดูแลลูกเองได้ แม้ว่าจะต้องทำงาน (ประชากรไทยในระดับที่มีความพร้อมจะมีบุตร ล้วนอยากดูแลลูกเอง การส่งไปให้พ่อแม่หรือตายายเลี้ยงที่ต่างจังหวัด เป็นตัวเลือกท้ายๆ ที่จะใช้เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น) และภาษีที่ลดหย่อนได้ หรือสวัสดิการที่รัฐให้เด็กต่อหัว ยังไม่คุ้มค่าพอกับต้นทุนที่จะเลี้ยงเด็กอย่างมีคุณภาพในสายตาของคนที่มีความพร้อม</li>



<li>แถม จริงๆมีอย่างสุดท้าย ที่พูดง่าย แต่ทำยาก คือทำให้สังคมดี เศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี เดี๋ยวคนก็อยากมีลูกเองนั่นแหละ</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/">ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาที่รัฐบาลไทยยังตระหนักน้อยกว่าความจริงไปมาก</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-%e0%b8%9b%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">3859</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ฆ่าตัวตายพุ่งสูง ฤาเป็นเพราะไทยกำลังแก่ชรา</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 May 2018 09:07:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ฆ่าตัวตาย]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมสูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.itisablogsite.com/?p=375</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศในเอเชียหลายประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปก่อนไทย อาทิเช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์ ล้วนมีอัตราฆ่าตัวตายที่สูงทั้งนั้น และยิ่งอายุเฉลี่ยในประเทศมาก อัตราการฆ่าตัวตายก็ยิ่งสูง ในอดีตที่ผ่านมา เราเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้คนเกิดความเครียดและฆ่าตัวตาย ซึ่งตัวเลขในอดีตก็เป็นเช่นนั้น ในอดีตที่ผ่านมา เมืองไทยเคยมีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 5 คน ต่อประชากร 1 แสนคน และสูงสุดอยู่ที่ 8.59 ต่อประชากร 1 แสน ในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยกำลังทรุดหนัก หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัว ตัวเลขการฆ่าตัวตายก็ลดลงตามลำดับ แต่ว่าเมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2553 อัตราการฆ่าตัวตายก็ทยอยพุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรา และล่าสุด ตอนนี้อัตราการฆ่าตัวตายเราแซงช่วงวิฤตต้มยำกุ้งไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายเขตพื้นที่แล้ว ยังพบความสัมพันธ์กับอายุนั่นคือ เขตสุขภาพที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ฆ่าตัวตายพุ่งสูง ฤาเป็นเพราะไทยกำลังแก่ชรา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศในเอเชียหลายประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปก่อนไทย อาทิเช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์ ล้วนมีอัตราฆ่าตัวตายที่สูงทั้งนั้น และยิ่งอายุเฉลี่ยในประเทศมาก อัตราการฆ่าตัวตายก็ยิ่งสูง</p>
<p>ในอดีตที่ผ่านมา เราเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้คนเกิดความเครียดและฆ่าตัวตาย ซึ่งตัวเลขในอดีตก็เป็นเช่นนั้น</p>
<p><figure id="attachment_376" aria-describedby="caption-attachment-376" style="width: 560px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" data-attachment-id="376" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/attachment/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย.jpg" data-orig-size="560,378" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="อัตราการฆ่าตัวตายของไทย" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย-300x203.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย.jpg" class="wp-image-376 size-full" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย.jpg" alt="" width="560" height="378" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย.jpg 560w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตายของไทย-300x203.jpg 300w" sizes="(max-width: 560px) 100vw, 560px" /><figcaption id="caption-attachment-376" class="wp-caption-text">อัตราการฆ่าตัวตายของไทย Cr. <a href="http://www.hiso.or.th">http://www.hiso.or.th</a></figcaption></figure></p>
<p>ในอดีตที่ผ่านมา เมืองไทยเคยมีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 5 คน ต่อประชากร 1 แสนคน และสูงสุดอยู่ที่ 8.59 ต่อประชากร 1 แสน ในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยกำลังทรุดหนัก หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัว ตัวเลขการฆ่าตัวตายก็ลดลงตามลำดับ</p>
<p>แต่ว่าเมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2553 อัตราการฆ่าตัวตายก็ทยอยพุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรา และล่าสุด ตอนนี้อัตราการฆ่าตัวตายเราแซงช่วงวิฤตต้มยำกุ้งไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p><figure id="attachment_377" aria-describedby="caption-attachment-377" style="width: 840px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" data-attachment-id="377" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/attachment/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-49-58/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58.jpg" data-orig-size="840,478" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="อัตราการฆ่าตัวตาย ปี 49-58" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58-300x171.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58.jpg" class="wp-image-377 size-full" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58.jpg" alt="" width="840" height="478" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58.jpg 840w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58-300x171.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/อัตราการฆ่าตัวตาย-ปี-49-58-768x437.jpg 768w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /><figcaption id="caption-attachment-377" class="wp-caption-text">ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา อัตราการฆ่าตัวตายของไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Cr. <a href="https://www.tcijthai.com/news/2017/7/watch/7193">https://www.tcijthai.com/</a></figcaption></figure></p>
<p>นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายเขตพื้นที่แล้ว ยังพบความสัมพันธ์กับอายุนั่นคือ เขตสุขภาพที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุด ซึ่งเขตสุขภาพดังกล่าว หากดูอายุเฉลี่ยของประชากรในเขตนั้น ก็จะพบว่ามีอายุเฉลี่ยของประชากรสูงที่สุดในประเทศ</p>
<p>การฆ่าตัวตายไม่เพียงเกิดความสูญเสียในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อจิตใจของคนใกล้ชิดอีกด้วย</p>
<p>เป็นความจริงที่ว่า เมื่อประเทศใดเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เศรษฐกิจก็จะค่อยๆซึมลงทีละนิด อย่างไรก็ตามหากมองปัจจัยด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ก็จะพบว่าสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ยังดีกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งมาก ดังนั้นการฆ่าตัวตายในสังคมผู้สูงอายุจึงน่าจะมีปัจจัยเรื่อง ความเหงา และความเบื่อทางร่างกายร่วมด้วย</p>
<p>ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้อายุก่อนใครก่อน กำลังมีวิวัฒน์ไปอีกขั้น นั่นคือ ผู้สูงอายุ พากันออกมาขโมยของ เพียงเพราะว่า อยากติดคุก เนื่องจากคนแก่หลายคนไม่มีเงินเก็บเพียงพอ เหนื่อยแรง อ่อนล้า แต่ในคุกมีข้าวให้กิน มีที่ให้นอน แถมมีเพื่อนไม่ต้องเหงาอีกต่างหาก</p>
<p>รอดูกันว่าไทยจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร จะงดงาม หรือสูญเสียยิ่งกว่าประเทศอื่นๆที่เจอวิกฤตเช่นเดียวกับเรา</p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="378" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/attachment/stop-suicide/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide.jpg" data-orig-size="960,639" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="stop-suicide" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide-300x200.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-378" src="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide.jpg" alt="" width="960" height="639" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide-300x200.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide-768x511.jpg 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2018/05/stop-suicide-480x320.jpg 480w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ฆ่าตัวตายพุ่งสูง ฤาเป็นเพราะไทยกำลังแก่ชรา</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">375</post-id>	</item>
		<item>
		<title>สังเวย QE ฤา จะเป็นจุดจบของญี่ปุ่น</title>
		<link>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/</link>
					<comments>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jun 2016 15:28:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การเงิน/ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[QE]]></category>
		<category><![CDATA[การเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.itisablogsite.com/?p=103</guid>

					<description><![CDATA[<p>น่าแปลกไหมครับ ทำไมอยู่ๆญี่ปุ่นถึงเริ่มเปิด free VISA ให้กับหลายๆประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อน แก๊งยากูซ่าที่ปกติแล้วจะไม่ยุ่งกับคนต่างชาติเลย ก็เริ่มมีข่าวว่าคนไทยที่ญี่ปุ่นเริ่มโดนแก๊งยากูซ่าไถตัง สำหรับเรื่อง free VISA อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจว่าต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ข่าวแก๊งยากูซ่าเริ่มเล่นงานคนต่างชาตินี่น่าจะเป็นเพียงปัญหาบางส่วนของยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เมื่อช่วงต้นปี 2013 ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจใช้มาตรการ QE เป็นครั้งแรก ซึ่งก็เป็นหนึ่งในธนู 3 ดอกของอาเบะ ที่ใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงตะวันลับขอบฟ้าของแดนอาทิตย์อุทัยมานานกว่า 2 ทศวรรษ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า QE คืออะไร &#8220;Quantitative Easing (QE) คืออะไร?? ในทางเศรษฐศาสตร์มาตรการ QE ถือเป็นนโยบายด้านการเงิน (Monetary Policy) ซึ่งถูกใช้โดยธนาคารกลาง โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่ม เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินเพื่อนำไปปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้วิธีการในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบทำได้โดยการที่ธนาคารกลางเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินจากสถาบันการเงินซึ่งอาจเป็นพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน หรือแม้กระทั่งตราสารหนี้ประเภทที่มีลูกหนี้สินเชื่อบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน&#8221; (ที่มา โพสทูเดย์:: คุณ โดยสุกิจ...</p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/">สังเวย QE ฤา จะเป็นจุดจบของญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>น่าแปลกไหมครับ ทำไมอยู่ๆญี่ปุ่นถึงเริ่มเปิด free VISA ให้กับหลายๆประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อน แก๊งยากูซ่าที่ปกติแล้วจะไม่ยุ่งกับคนต่างชาติเลย ก็เริ่มมีข่าวว่าคนไทยที่ญี่ปุ่นเริ่มโดนแก๊งยากูซ่าไถตัง สำหรับเรื่อง free VISA อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจว่าต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ข่าวแก๊งยากูซ่าเริ่มเล่นงานคนต่างชาตินี่น่าจะเป็นเพียงปัญหาบางส่วนของยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น<span id="more-103"></span></p>
<p>เมื่อช่วงต้นปี 2013 ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจใช้มาตรการ QE เป็นครั้งแรก ซึ่งก็เป็นหนึ่งในธนู 3 ดอกของอาเบะ ที่ใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงตะวันลับขอบฟ้าของแดนอาทิตย์อุทัยมานานกว่า 2 ทศวรรษ</p>
<blockquote><p>สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า QE คืออะไร<br />
&#8220;Quantitative Easing (QE) คืออะไร?? ในทางเศรษฐศาสตร์มาตรการ QE ถือเป็นนโยบายด้านการเงิน (Monetary Policy) ซึ่งถูกใช้โดยธนาคารกลาง โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่ม เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินเพื่อนำไปปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้วิธีการในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบทำได้โดยการที่ธนาคารกลางเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินจากสถาบันการเงินซึ่งอาจเป็นพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน หรือแม้กระทั่งตราสารหนี้ประเภทที่มีลูกหนี้สินเชื่อบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน&#8221;</p>
<p>(<b>ที่มา </b>โพสทูเดย์:: คุณ โดยสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บล.ไทยพาณิชย์)</p></blockquote>
<p>หลังจากปี 1990  ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาตลอด เริ่มจากฟองสบู่แตก จากนั้นก็โดนกระหน่ำซ้ำเดิมด้วยสังคมผู้สูงอายุ ไม่ต่างอะไรก็คนที่เจ๊งหมดตัวตอนใกล้เกษียณ หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำยังไง ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถกลับมาโชติช่วงชัชวาลได้เท่าเมื่อก่อนเลย ที่ผ่านมาญี่ฝุ่นแก้ปัญหาด้วยการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ว่าดอกเบี้ยเงินฝากจะต่ำขนาดไหน เงินก็ยังไม่ออกมาในระบบ เพราะคนญี่ปุ่นมีสัดส่วนการออมสูง (ส่วนนึงเพราะมีประชากรผู้สูงอายุมาก ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมาก)  เมื่ออุปสงค์ลด อุปทานก็หาย จากนั้นเงินทุนก็เริ่มโยกย้ายออกไปต่างประเทศ การจ้างงานลดลง คนตกงานเป็นจำนวนมาก เมื่อมาเจอวิกฤต Subprime ปี 2008 กระหน่ำซัด ญี่ปุ่นจึงต้องคิดใหม่ ทำใหม่ จึงเกิดเป็นมาตรการธนู 3 ดอกของอาเบะ และ QE ก็เป็นหนึ่งในนั้น</p>
<h2>แต่ว่าญี่ปุ่นมาถูกทางจริงหรือ?</h2>
<p>หากสืบค้นประวัติความเป็นมาของ QE จะพบว่า QE เริ่มจากอเมริกาเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 จึงทำให้ต้องการประกาศใช้ QE ในปี 2009 หลังจากนั้นก็มีคำแนะนำจาก IMF ให้ยุโรปและญี่ปุ่นใช้ QE ตามแบบอเมริกา (ซึ่งยุโรปและญี่ปุ่นมีปัญหาเศรษฐกิจมาก่อนอเมริกา แต่ไม่ได้คิดจะประกาศใช้ QE) หลังจากนั้นยุโรปก็ประกาศใช้ QE และแน่นอนว่าอาเบะซึ่งเป็นสาวกอเมริกาตัวยงก็ประกาศใช้ QE ตามยุโรปไปติดๆ แต่ว่าทั้งอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างก็มีบริบท พื้นฐาน และโครงสร้างของปัญหาที่แตกต่างกัน การประกาศใช้ QE จะเป็นทางออกที่ดีจริงหรือ?</p>
<h3>มาดูทางฝั่งอเมริกากันก่อน</h3>
<p>เป็นที่ทราบกันดีว่ามีแต่ประเทศที่มีสกุลเงินสากลของโลกเท่านั้นที่ใช้ QE ได้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ใช้ QE จะทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หากใช้ QE แล้วเงินไม่สามารถไหลออกนอกประเทศได้อย่างรวดเร็วจะทำให้ประเทศเกิดเงินเฟ้อที่สูงมาก ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศตกต่ำและค่าครองชีพของคนในประเทศสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเงินดอลล่าของอเมริกาเป็นเงินที่มีความเป็น worldwide สูงที่สุด นั่นทำให้อเมริกาเองไม่ได้รับผลกระทบของปัญหานี้ แต่การใช้ QE ของอเมริกาทำให้เกิดเงินเฟ้อทั่วทั้งโลกแทน เนื่องจากเงินดอลล่าสามารถไหลออกจากอเมริกาได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม key ของอเมริกาก็คือเงินดอลล่า ดังนั้นอเมริกาต้องปกป้องดอลล่าสุดชีวิต ดังที่เราจะเห็นสงครามค่าเงินระหว่างจีนกับอเมริกามาตลอด เพราะจีนเองก็อยากให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลก และถ้าจีนทำสำเร็จ ความสำคัญของเงินดอลล่าจะลดลงไปมากและนั่นทำให้อเมริกาพบกับวิกฤต</p>
<p>อย่างไรก็ดี การใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และเงินไหลออกนอกประเทศเยอะๆก็ไม่ใช่ข้อดี เพราะอเมริกาไม่ใช่ประเทศที่เน้นการส่งออกเป็นหลักแต่เป็นประเทศที่มีการนำเข้าสูงมาก ดังนั้นการที่เงินไหลออกนอกประเทศเยอะๆจะทำให้เงินดอลล่าอ่อนค่าและส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของคนอเมริกาที่ต้องใช้สินค้านำเข้าจำนวนมาก ซึ่งการแก้ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินทั่วทั้งโลกให้กลับมาที่อเมริกา แต่อย่างไรก็ตาม อเมริกาไม่ได้อยากขึ้นดอกเบี้ยจริงๆหรอก เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่มีหนี้เยอะ เมื่อใดก็ตามที่ขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้หนี้ของอเมริกาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นอเมริกาจึงต้องเล่นเกมส์กับสื่อว่า จะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดึงเงินกลับ และทำให้ค่าเงินตัวเองแข็งขึ้น แต่พอถึงเวลา ก็ไม่ขึ้นจริงๆเพราะถ้าขึ้นแล้วต้องเจอปัญหาหนี้ท่วมประเทศแน่ๆ</p>
<h3>ต่อมามาดูทางฝั่งยุโรปกันบ้าง</h3>
<p>ต้องบอกว่ายุโรปเห็นผลของ QE น้อยกว่าเพื่อน และหลังจากใช้ QE ก็ไม่มีทีท่าว่าเศรษฐกิจยุโรปจะดีขึ้นแต่อย่างใด กลายเป็นเยอรมันซะอีกที่เป็นพระเอกอุ้มเศรษฐกิจทั้งยุโรปไว้ แต่ตัวเยอรมันเองก็เฉยๆกับ QE เพราะว่าถึงประกาศ QE ไป ตัวเองก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไร อาจได้บ้างในแง่ว่าถ้าเงินยูโรอ่อน สินค้าส่งออกของเยอรมันก็สามารถส่งออกได้เยอะขึ้น เพราะเยอรมันเป็นประเทศที่มีรายได้จากการส่งออกเยอะ (ตามปกติแล้ว ถ้าส่งออกได้เยอะ ค่าเงินจะแข็ง ทำให้สินค้าส่งออกเริ่มมีราคาแพงและส่งออกได้น้อยลง แต่แม้ว่าเยอรมันส่งออกได้เยอะ ก็มีประเทศอย่างกรีซ โปรตุเกส ซึ่งไม่มีวินัยทางการคลัง มาทำให้ค่าเงินยูโรอ่อน เยอรมันก็ส่งออกกันมันเลยทีนี้)</p>
<p>นอกจากปัญหาเรื่องความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในกลุ่มยูโรโซน ยุโรปก็ยังมีความคับข้องใจกันเป็นระยะ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องผู้อพยพ จนหลายๆประเทศในยูโรโซนมองว่า ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ การรวมกลุ่มกันอาจได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จริง แต่ก็อาจได้ไม่คุ้มเสียเพราะจะทำให้กอดคอกันตายหมด จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสัญญาณการแตกตัวของยูโรโซน</p>
<p>มองกันที่ค่าเงินกันบ้าง แม้ว่าเงินยูโรจะไม่ได้มีความ worldwide เท่าอเมริกา ทำให้ค่าเงินค่อยๆตกต่ำทีละน้อยจากมาตรการ QE แต่ก็ถือว่าดีกว่าเงินเยนของญีปุ่น อย่างไรก็ตามยุโรปไม่ต้องเล่นเกมส์ค่าเงินให้ซับซ้อนจากผลกระทบของมาตรการ QE แบบอเมริกา เพราะต่อให้ค่าเงินยูโรล่มสลาย ยุโรปก็ยังถอยไปได้ 1 ก้าว คือสามารถกลับไปใช้ค่าเงินเดิมของประเทศตัวเองแทนเงินยูโรได้ ดังนั้นอาจบอกได้ว่าที่ผ่านมายุโรปเห็นผลจากมาตรฐาน QE น้อยกว่าอเมริกาและญี่ปุ่น ทั้งในแง่ของผลลัพธ์ที่ได้ และผลกระทบที่เกิด เพราะแม้ว่าถ้าเกิด Brexit ซึ่งเป็นระเบิดลูกแรกขึ้นมาจริงๆ ทุกประเทศก็ยังสามารถล้มค่าเงินยูโร กลับไปใช้ค่าเงินเดิมของตัวเองได้</p>
<h3>ฤาญี่ปุ่นจะสังเวย QE เป็นเจ้าแรก</h3>
<p>ญี่ปุ่นนั้นดูท่าจะหนักที่สุด การใช้มาตรการ QE ของญี่ปุ่นเห็นผลชัดเจนในช่วงแรกที่เริ่มใช้เท่านั้น แต่พอไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้สำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบจากมาตรการ QE มากที่สุด เพราะเงินเยนของญีปุ่นมีความเป็น local สูงกว่าเงินยุโรและดอลล่ามาก ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเยนตกต่ำอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่ามาก แถมไม่สามารถถอยไปใช้ค่าเงินอื่นได้แบบยุโรป ในช่วงแรกญี่ปุ่นอาจได้อานิสงจากค่าเงินที่อ่อนค่าทำให้ส่งออกได้มากขึ้น แต่ถ้าใช้ไปนานๆจนคนเริ่มหมดความเชื่อถือจากเงินเยน จะทำให้ค่าครองชีพสูงเกินกว่าคนญี่ปุ่นจะรับไหว นอกจากนี้นโยบายการขึ้นภาษีก็ยังซ้ำเติมคนทำงานของญี่ปุ่นเข้าไปอีก ทำให้ญี่ปุ่นมีคนยากจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับประเทศอื่นที่มีคนยากจนน้อยลง เมื่อผนวกกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ดูท่าแล้วญี่ปุ่นจะกู่ไม่กลับ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" data-attachment-id="117" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/attachment/japan_debts_comp-large_transhjfnqquqfqz_aceqcfc7xthwogjtmjwne5kbe-gp774/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/japan_debts_comp-large_transhjFNQQUQfQZ_ACEQcfc7XthWOGjtMJWNE5kbE-GP774.png" data-orig-size="719,449" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="japan_debts_comp-large_trans++hjFNQQUQfQZ_ACEQcfc7XthWOGjtMJWNE5kbE-GP774" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/japan_debts_comp-large_transhjFNQQUQfQZ_ACEQcfc7XthWOGjtMJWNE5kbE-GP774-300x187.png" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/japan_debts_comp-large_transhjFNQQUQfQZ_ACEQcfc7XthWOGjtMJWNE5kbE-GP774.png" class="aligncenter wp-image-117 size-full" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/japan_debts_comp-large_transhjFNQQUQfQZ_ACEQcfc7XthWOGjtMJWNE5kbE-GP774.png" alt="japan_debts_comp-large_trans++hjFNQQUQfQZ_ACEQcfc7XthWOGjtMJWNE5kbE-GP774" width="719" height="449" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/japan_debts_comp-large_transhjFNQQUQfQZ_ACEQcfc7XthWOGjtMJWNE5kbE-GP774.png 719w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/japan_debts_comp-large_transhjFNQQUQfQZ_ACEQcfc7XthWOGjtMJWNE5kbE-GP774-300x187.png 300w" sizes="(max-width: 719px) 100vw, 719px" /><span class="article-body-image-caption">Japan&#8217;s public debt is in uncharted waters for the world</span> <span class="article-body-image-copyright"><span class="article-body-image-copyright-label">CREDIT:</span> BLOOMBERG</span></p>
<p style="text-align: center;">รูปนี้แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงมาก สูงกว่าอเมริกาที่ว่าเยอะ และสูงกว่ากรีซที่ว่าแย่เสียอีก</p>
<p style="text-align: left;"><img decoding="async" data-attachment-id="118" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/attachment/20economix-relative-poverty-sub-blog480/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/20economix-relative-poverty-sub-blog480.png" data-orig-size="480,348" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="20economix-relative-poverty-sub-blog480" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/20economix-relative-poverty-sub-blog480-300x218.png" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/20economix-relative-poverty-sub-blog480.png" class="aligncenter size-full wp-image-118" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/20economix-relative-poverty-sub-blog480.png" alt="20economix-relative-poverty-sub-blog480" width="480" height="348" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/20economix-relative-poverty-sub-blog480.png 480w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/20economix-relative-poverty-sub-blog480-300x218.png 300w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p style="text-align: center;">Source: <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.oecd.org/social/income-distribution-database.htm">O.E.C.D. Income Distribution Database</a></strong></span></span></p>
<p style="text-align: center;">รูปนี้แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นเปอเซนต์คนจนสูงมากเป็นอันดับต้นๆของโลก</p>
<p><iframe loading="lazy" src="//www.compareyourcountry.org/inequality?cr=jpn&amp;lg=en&amp;page=0" width="700" height="645" frameborder="0"></iframe></p>
<p><img decoding="async" data-attachment-id="119" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/attachment/global-poverty-rates-chart/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/global-poverty-rates-chart.png" data-orig-size="1200,1010" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="global-poverty-rates-chart" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/global-poverty-rates-chart-300x253.png" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/global-poverty-rates-chart-1024x862.png" class="aligncenter size-full wp-image-119" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/global-poverty-rates-chart.png" alt="global-poverty-rates-chart" width="1200" height="1010" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/global-poverty-rates-chart.png 1200w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/global-poverty-rates-chart-300x253.png 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/global-poverty-rates-chart-768x646.png 768w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/global-poverty-rates-chart-1024x862.png 1024w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p style="text-align: center;">Source : <span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://iresearch.worldbank.org/PovcalNet/index.htm?0">Business Insider/Andy Kiersz, data from World Bank</a></span></strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #000000;">รูปนี้แสดงให้เห็นว่าโดยภาพรวมแล้ว ทั่วโลกมีคนยากจนน้อยลง ซึ่งสวนทางกับญี่ปุ่น (ดูรูปสุดท้าย)</span></p>
<p style="text-align: center;"> <img decoding="async" data-attachment-id="120" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/attachment/news_150224_02_en/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_02_en.jpg" data-orig-size="960,720" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="news_150224_02_en" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_02_en-300x225.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_02_en.jpg" class="aligncenter wp-image-120 size-full" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_02_en.jpg" alt="news_150224_02_en" width="960" height="720" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_02_en.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_02_en-300x225.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_02_en-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p style="text-align: center;">รูปนี้แสดงให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นมีอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" data-attachment-id="121" data-permalink="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/attachment/news_150224_03_en/" data-orig-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_03_en.jpg" data-orig-size="960,720" data-comments-opened="1" data-image-meta="{&quot;aperture&quot;:&quot;0&quot;,&quot;credit&quot;:&quot;&quot;,&quot;camera&quot;:&quot;&quot;,&quot;caption&quot;:&quot;&quot;,&quot;created_timestamp&quot;:&quot;0&quot;,&quot;copyright&quot;:&quot;&quot;,&quot;focal_length&quot;:&quot;0&quot;,&quot;iso&quot;:&quot;0&quot;,&quot;shutter_speed&quot;:&quot;0&quot;,&quot;title&quot;:&quot;&quot;,&quot;orientation&quot;:&quot;0&quot;}" data-image-title="news_150224_03_en" data-image-description="" data-image-caption="" data-medium-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_03_en-300x225.jpg" data-large-file="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_03_en.jpg" class="aligncenter size-full wp-image-121" src="http://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_03_en.jpg" alt="news_150224_03_en" width="960" height="720" srcset="https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_03_en.jpg 960w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_03_en-300x225.jpg 300w, https://www.itisablogsite.com/wp-content/uploads/2016/06/news_150224_03_en-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p style="text-align: center;">รูปนี้บ่งบอกว่าคนญี่ปุ่นที่อยู่ใต้เส้นความยากจนมีอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับแนวโน้มของโลก</p>
<p style="text-align: left;">สุดท้ายนี้ ญี่ปุ่นเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีว่า การจะใช้เครื่องมือใดในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจต้องพิจารณาให้รอบคอบ และรอบด้าน รวมถึงต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หลายคนมอง QE ในแง่ลบว่า ทำให้เกิดเงินเฟ้อทั่วทั้งโลก ประเทศพัฒนาแล้วเอาแบงค์กงเต๊กมาซื้อของ ซื้อสินค้า และธุรกิจจริงๆในประเทศเรา ดึงการเจริญเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาไปให้ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ผมอยากให้คิดว่า ตอนเริ่มแรกที่อเมริกาเริ่มใช้ QE ทำไมถึงไม่มีใครคัดค้านได้เต็มปาก นั่นก็เพราะเมื่อประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ล้ม ประเทศอื่นๆย่อมล้มตามกันเป็นลูกโซ่ ยิ่งตลาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอเมริกายิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าล้มขึ้นมา ทั่วโลกต้องตายตามแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะให้เค้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบไหม กู้มาหรือ? ตอนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ไทยต้องกู้เงินจาก IMF แต่ประเทศเหล่านี้เวลาล้มจะไปกู้เงินมหาศาลจากใคร ประเทศกำลังพัฒนาหรือ? ถ้าทำเช่นนั้นก็จะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อมอีก เพราะประเทศกำลังพัฒนาก็ให้กู้ไม่ไหว และประเทศที่กู้ไปก็ไม่แน่ว่าจะใช้หนี้ไหวด้วย สุดท้ายก็ได้กอดคอกันตายทั้งโลก ดังนั้นที่อเมริกาตัดสินใจใช้ QE ก็นับว่าไม่ได้ทำอะไรผิด หากจะผิด ก็ผิดที่อเมริกาไม่ยอมปรับโครงสร้างของประเทศตัวเอง อัดแต่ QE จนเริ่มระบบการเงินทั่วโลกเริ่มบูดเบี้ยวอย่างในทุกวันนี้</p>
<p>ข้อมูลและรูปภาพบางส่วนนำมาจาก <span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" href="http://www.telegraph.co.uk/business/2016/04/11/olivier-blanchard-eyes-ugly-end-game-for-japan-on-debt-spiral/">telegraph.co.uk</a></span></strong></span></p>
<p>The post <a href="https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/">สังเวย QE ฤา จะเป็นจุดจบของญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://www.itisablogsite.com">A blog</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.itisablogsite.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2-qe-%e0%b8%a4%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">103</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
