ว่าด้วยเรื่องระบบสำนักในสมัยก่อนของไทย

นั่งดูสัมภาษณ์ขุนอิน ระนาดเอก แล้วจะว่าไป ระบบสำนักของไทย ก็คล้ายๆระบบกงสีของจีนเหมือนกันนะ ระบบสำนักของไทย อย่างสำนักปี่พาทย์ จะมีอาจารย์ใหญ่ที่เรียกว่าเจ้าสำนัก ซึ่งจะรับลูกศิษย์ที่อยากเรียนดนตรีมาเรียนกินนอนที่สำนักตั้งแต่เด็ก โดยไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน เรียกได้ว่า เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี แต่ก็ต้องซ้อมดนตรีและทำงานอยู่ในสำนัก พอมีงานแสดง ไม่ว่าจะงานศพ หรืองานอะไรก็ตาม เจ้าสำนักก็จะเป็นคนจัดสรรว่าใครได้ไปเล่นงานไหน ถ้าสำนักมีคนเยอะก็รับทีหลายๆงานได้ แบ่งกันไปคนละงาน ถ้าคนน้อยงานนึงก็ต้องไปกันทั้งสำนัก พอแสดงได้เงินมา เจ้าสำนักก็จะเอามาแบ่งให้กับลูกศิษย์ ส่วนที่เหลือจะเก็บเข้ากองกลาง ไว้เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ ของคนในสำนัก ลูกศิษย์คนไหนเก่งๆ เริ่มมีชื่อเสียง ก็จะออกไปตั้งสำนักของตัวเอง รับลูกศิษย์เอง หรือไม่ก็ออกไปเป็นศิลปินเดี่ยว รับงานเป็นจ็อบๆไป ใครเก่งๆก็ออกไปตั้งสำนักตัวเองตั้งแต่หนุ่มๆ แต่ถ้าคนไหนไม่ค่อยเก่ง ก็จะกินอยู่ในสำนักยันแก่ หรือจนตายคาสำนักหรือใครเก่งมากๆก็จะเป็นทายาทสืบทอดเจ้าสำนักรุ่นต่อไป แต่ส่วนมากคนสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักมักเป็นลูกหลานสายตรงของเจ้าสำนักคนก่อนซะมากกว่า

11 ข้อเตือนใจ ที่คนรุ่นก่อนอยากฝากถึงคนอายุ 20-40 ปี

เคยมีคนบอกว่า เราทุกคนมี time machine ของตัวเอง นั่นก็คือ ถ้าอยากรู้ว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง ให้ไปดูคนที่ใช้ชีวิตเหมือนกับเราก่อนหน้าเราไปสัก 20 ปี แบะแน่นอนว่าถ้าเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไร คนนั้นแหละคือนาคตของเราในอีก 20 ปี ข้างหน้า แล้วก็มีโพสต์ใน facebook โพสต์นึง ว่าคนอายุ 50 60 70 มีอะไรอยากบอกอยากเตือนคนอายุ 38 ดังนั้นนี่จึงเป็นข้อเตือนใจที่ดี เป็นคำเตือนจากอนาคต ที่ไม่ให้เราผิดพลาดซ้ำเหมือนคนรุ่นก่อนหน้า เหมือนมี time machine ส่วนตัว มาบอกอนาคตให้กับเรานั่นเอง 1.รักษาสุขภาพ ทุกๆคนจะเตือนเกี่ยวกับร่างกายและสุขภาพเอาไว้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องกิน มีคนนึงพูดได้กินใจมากว่า “ให้กินอาหารเป็นยา เพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องกินยาเป็นอาหาร” ดูแลสุขภาพให้ดี มองโลกในมุมที่สร้างสรรค์และเป็นไปได้จริง เพราะต่อให้มีเงินเท่าไหร่ถ้าสุขภาพไม่ดีก็ไม่มีความสุข ตั้งใจทำงาน วางแผนการเงิน ดูแลสุขภาพและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้ดีๆ 2.ครอบครัวสำคัญที่สุด มีคำเตือนมากมายว่าครอบครัวสำคัญที่สุด และพึงระลึกไว้ว่าความพลัดพรากมาจะมาไม่ทันตั้งตัวเสมอๆ แล้วก็มีกลุ่มนึงที่พูดว่าเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญมากคิดให้ดีตัดสินใจลงไป เพราะจะมีผลกับชีวิตเรามากๆหลังจากนั้น 3….

ทำไมเด็กจบใหม่จึงหางานยาก?

เป็นกำลังใจให้น้องๆจบใหม่ที่ยังหางานไม่ได้นะครับ ส่วนนึงก็ต้องยอมรับว่า งานมันหายากกว่าแต่ก่อนจริงๆนั่นแหละ มันมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น มหาลัยปรับตัวตามตลาดแรงงานไม่ทัน เพราะโลกเปลี่ยนไว แต่มหาลัยใช้โมเดลเดิมๆคือ เรียนนาน แล้วใช้ยาวๆไปตลอดอายุการทำงาน ซึ่งมันไม่ค่อยเวิกแล้ว เพราะโลกเปลี่ยนไวมาก เดี๋ยวนี้ สกิลต้องรีบเรียนให้พอใช้งานได้ แล้วมาฝึกให้เก่งตอนทำงาน แล้วพอสัก 5-10 ปี ก็มา reskill ใหม่ เพราะสกิลหมดอายุไวมาก แต่มหาลัยเองก็มีปัญหา เพราะการหาผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ใหม่ๆไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างก่อนหน้านี้ 3-4 ปี เรารู้ว่า data science มา แต่มหาลัยก็เตรียมตัวไม่ทัน เพราะผู้เชี่ยวชาญยังมีน้อยมาก แต่มหาลัยก็ยังแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆด้วยการสร้างขึ้นมาเอง ส่งไปเรียนต่อ แต่กว่าจะพร้อมก็ตลาดวายแล้ว หรืออย่างตอนนี้ เรารู้ว่า AI มาแน่ แต่ผู้เชี่ยวชาญ AI ในไทยจริงๆ ยังมีไม่กี่คนด้วยซ้ำ แล้วน้อยคนมากๆที่จะเป็นอาจารย์มหาลัย ในขณะที่คนที่ทำงานแล้ว ถ้าโชคดี จะได้ฝึก skill ใหม่ๆพวกนั้น…

ทำอย่างไรจะไม่โดนกดเงินเดือน ?

จากประสบการณ์ของผมเอง ขอตอบว่า ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับกลาง M-Level ขึ้นไปให้ได้ครับ (หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องระดับ Senior หรือ Specialist) ถ้าเป็นระดับ Operation เนี่ย ปัญหาอย่างนึงที่เรียกเงินเดือนยากคือ ตอนสัมภาษณ์ เราได้คุยกับหัวหน้า ซึ่งหัวหน้าเค้าอยากได้คนที่มารันตาม process ที่เค้ามีอยู่แล้ว ดังนั้น เค้าไม่ได้อยากได้คนเก่งไรมาก เค้าแค่หาคนมา fill ตรงนั้น ให้ process มันรันต่อได้ก็จบ ในขณะที่เค้าต้องบริหาร budget ของทีมด้วย ดังนั้น ผมว่าระดับ Operation สัมภาษณ์ยาก นอกจากจะถามเรื่อง Environment ทัศนคติ และอื่นๆประกอบแล้ว ยังถามเรื่องทางเทคนิค เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณทำงานนั้นได้จริงๆ ก่อนตัดสินใจรับ แต่ถ้าขึ้นไประดับสูงแล้ว จากประสบการณ์ผมแล้ว สัมภาษณ์ง่ายกว่ากันเยอะครับ การจ้างงานที่เหนือกว่าระดับ Operation ไปอย่างน้อย 2 ขั้น หลายครั้งมักไม่มีกรอบเงินเดือน และเรามักได้สัมภาษณ์กับเจ้าของหรือผู้บริหารโดยตรง…

ผักบุ้งสีตกกินได้ไหม เกิดจากอะไร

พอดีวันนี้เห็นเพจหมอแลบแพนด้า พูดเรื่องผักบุ้งสีตก ขออธิบายสักหน่อยครับ เวลาเราไปกินก๊วยเตี๋ยว เราคงเคยเจอเหตุการณ์นี้บ่อยๆ ผมเองก็เจอบ่อยๆเหมือนกัน นั่นคือ สีของผักมันไม่เท่ากัน เหมือนกันเวลาเราซักผ้าแล้วสีตก มันก็อดคิดไม่ได้ว่าผักเนี่ยมันย้อมสีผสมอาหารมาหรือเปล่า สีถึงได้ตกแบบนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ไม่ได้ใส่สีผสมอาหารอะไรหรอก เรื่องนี้มันเกิดจากในพืชผักที่มีสีเขียว จะมีสารตัวนึงชื่อ คลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารที่มีสีเขียว แล้วสารตัวนี้ มันก็มีหลายตัว (ซึ่งมีสีเขียวเข้มอ่อนต่างกัน) มีทั้งที่ละลายได้ในน้ำและน้ำมัน พอความสามารถในการละลายมันไม่เท่ากัน เวลามันเจอน้ำหรือน้ำมัน มันเลยละลายออกมาได้ไม่เท่ากัน ก็เลยเหมือนกับสีมันตกออกมานั่นเอง ซึ่งจริงๆมันก็คือสีตกนั่นแหละ แต่เป็นสีของคลอโรฟิลล์ซึ่งเป็นสีตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่สีผสมอาหาร และไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด ทำไมคลอโรฟิลล์ถึงมีสีเขียว? คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) สามารถดูดกลืนแสงได้ดีที่ในช่วงคลื่นแสงสีฟ้าและแสงสีแดง แต่สามารถดูดกลืนช่วงคลื่นแสงสีเหลืองและแสงสีเขียวได้น้อย ดังนั้นเมื่อได้รับแสงจะดูดกลืนแสงสีฟ้าและสีแดงเอาไว้ ส่วนแสงสีเขียวที่ไม่ได้ถูกดูดกลืนจึงได้สะท้อนออกมาเป็นแสงสีเขียว ทำให้เราเห็นคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสีเขียว ลองดูภาพ Spectrum การดูดกลืนแสงของคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ประกอบครับ จะเข้าใจมากขึ้น โดยเส้นสีเขียวคือ Chlorophyll a ส่วนสีเขียวอ่อนคือ…