ผัดวันประกันพรุ่ง แก่นแห่งการทำลายความสำเร็จ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้วิวัฒนาการ

เคยสงสัยไหมครับ  ทำไมคนเราถึงชอบผัดวันประกันพรุ่งนัก ทั้งๆที่ มันไม่เห็นจะมีข้อดีตรงไหนเลย

ผัดวันประกันพรุ่ง แก่นแห่งวิวัฒนาการ

จริงๆ การผัดวันประกันพรุ่งเนี่ย มันอยู่ในสันดานของมนุษย์เราครับ การที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ เราต้องเข้าใจวิวัฒนาการของสมองของเราก่อน

เมื่อ 400 ร้อยล้านปีก่อน เมื่อสัตว์บกตัวแรกถือกำเนิด เป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สมองของสัตว์พวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วมีแต่ส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับการดำรงชีพพื้นฐานและเอาตัวรอด ควบคุมพวกการหายใจ การสูบฉีดเลือดและระบบไหลเวียนโลหิต สมดุลของอุณหภูมิร่างกาย และถึงแม้ว่าเราจะวิวัฒนาการมาจนเป็นมนุษย์แล้ว สมองส่วนนี้ก็ยังอยู่กับเราในส่วนลึกสุดของสมอง พอดีกับด้านบนของไขสันหลังของเรา เราเรียกสมองส่วนนี้ว่า reptilian brain ทำหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณชีพต่างๆ ถ้าสมองส่วนนี้ทำงานได้ดี เราก็มีชีวิตปกติ แต่ถ้ามันมีปัญหาเมื่อไร นั่นหมายถึงชีวิตเรา

ต่อมา 250 ล้านปีที่แล้ว สิ่งมีชีวิตต่างๆวิวัฒนาการสูงขึ้น มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก็มีการพัฒนาสมองส่วน limbic system สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับอารมณ์ และสัญชาตญาณดิบต่างๆ เหมือนสัตว์ป่า ควบคุมความหิว การนอน ความต้องการทางเพศ และอารมณ์ โดยเฉพาะพวกอารมณ์ดิบต่างๆ เช่น ความกลัว ความโกรธ ความหึงหวง และความต้องการต่างๆที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจเรา

ต่อมาสัตว์เลี้ยงนมด้วยนมเริ่มพัฒนาสมองส่วน Prefrontal Cortex โดยเฉพาะมนุษย์ซึ่งสมองส่วนนี้พัฒนามากที่สุด สมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการใช้เหตุและผล การเรียนรู้ ความตั้งใจ การคิดวิเคราะห์ การควบคุมตนเอง การใช้ภาษา การวางแผน การที่มนุษย์มีการพัฒนาสมองส่วนนี้มากที่สุด ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเรียนรู้และใช้เหตุและผลได้อย่างดีที่สุด

Source: http://th.rewardfoundation.org/evolutionarydevelopmentofbrain/

ทีนี้ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ คือ สมองน้องใหม่อย่าง prefrontal cortex ที่ควบคุมเรื่องการใช้ตรรกะและเหตุผล มักจะแพ้พี่คนกลางอย่าง limbic system ที่ควบคุมเรื่องอารมณ์เสมอๆ เพราะ limbic system ที่ควบคุมอารมณ์มันเป็นสัญชาตญาณ เหมือนเรารักใครสักคน มันไม่มีเหตุผล หรือเราเห็นของชอบแล้วเกิดหิวอยากกินขึ้นมา ดังนั้นสมองส่วนนี้จึงไวมาก มันไม่เหมือน prefrontal cortex ที่ชักช้า ต้องคิดใคร่ครวญหาเหตุผล ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ สมมติคุณกำลังเลือกตักอาหาร 1 อย่าง ในงานเลี้ยงบุฟเฟ่ limbic system จะบอกให้คุณกระโจนไปหาของที่คุณชอบที่สุด แต่ prefrontal cortex จะมานั่งคิดว่าอาหารไหนมีแคลลอรี่เท่าไร ควรแบ่งสัดส่วนอาหารในมื้อนั้นยังไงจึงจะเหมาะสม คุณว่าฝั่งไหนจะชนะครับ แน่นอนครับว่า เกือบ 100% limbic system ชนะ เพราะมันไวกว่ามากนั่นเอง prefrontal cortex ยังไม่ทันคิดเสร็จ คุณเอาของโปรดเข้าปากคุณไปแล้ว

พูดถึงเรื่อง limbic system บริษัทที่ใช้ประโยชน์จาก limbic system ในสมองเราได้เก่งมากบริษัทนึงเลย คือ apple ครับ ลองคิดดูว่า ถ้า apple ทำโฆษณาสื่อสารไปยังสมองส่วนใช้เหตุและผลของเรา คำโฆษณา คงจะออกมาแบบนี้ “เราทำคอมพิวเตอร์ที่สุดยอด มีการออกแบบที่สวยงาม เป็นมิตรกับผู้ใช้ ใช้งานง่าย อยากซื้อสักเครื่องไหมครับ?” แต่ไม่ครับ apple ไม่ทำแบบนั้น apple เลือกที่จะใช้ประโยคที่ไม่มีเหตุผลเลย แต่เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกก่อน ดัง ประโยคนี้ครับ  “ทุกอย่างที่เราทำ เราทำเพราะเราเชื่อในการท้าทายสิ่งเก่าๆ เราเชื่อในการคิดต่าง และเพื่อท้าทายระบบเก่าๆนั้น เราสร้างผลิตภัณฑ์ของเราให้มีความสวยงาม ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ เราเลยสร้างสุดยอดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา อยากซื้อสักเครื่องไหมครับ?” จะเห็นได้ว่า apple เลือกที่จะเล่นกับ limbic system ในสมองเราก่อน ก่อนจะบอกว่าของๆเค้าดียังไง เหตุผลใดคุณถึงต้องซื้อมัน ซึ่งเป็นการเล่นกับสมองส่วนเหตุผลของเราในประโยคสุดท้าย ลองอ่านแล้วถามตัวเองดูนะครับว่า คุณอยากซื้อของจากคำโฆษณาไหนมากกว่ากัน?

เรื่องผัดวันประกันพรุ่งก็เหมือนกันครับ เมื่อสมองส่วนอารมณ์เข้าครอบงำแล้ว สมองส่วนเหตุผลจะแทบไม่ต่อต้านอะไรเลย ลองคิดดูว่าระหว่างนั่งทำงานปวดหัว กับเปิด facebook เล่นสักเดี๋ยว สมองส่วนเหตุผลที่แทบยกธงขาว ปล่อยให้สมองส่วนอารมณ์กดเข้า facebook แบบไม่ลังเล

มีข่าวร้ายอีกก็คือ สมองส่วนเหตุและผลอย่าง prefrontal cortex มันต้องใช้พลังในการขบคิด ดังนั้น ยิ่งเรื่องนั้นยากหรือซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร ก็มีโอกาสที่มันจะยอมแพ้สมองส่วนอารมณ์ได้มากขึ้นเท่านั้น Tim Phchyl ได้เคยทำการศึกษาและพบว่ามี 7 ความรู้สึกต่องาน ที่เมื่อเรารู้สึกแบบนี้กับงานนี้แล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการผัดวันประกันพรุ่ง ได้แก่

  • รู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นน่าเบื่อ
  • สิ่งที่ทำแล้วรู้สึกหงุดหงิด
  • งานที่มีความยาก หรือรู้สึกว่ายาก
  • งานที่มีความกำกวม ไม่ชัดเจน
  • รู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่มีระเบียบ
  • รู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่น่าสนุก
  • รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังทำไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย

แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีทางออกซะทีเดียว ข่าวดีคือสมองส่วน prefrontal cortex นี้ สามารถฝึกได้ครับ และเมื่อเราฝึกซ้อมมันบ่อยๆ มันจะเริ่มเข้มแข็งขึ้น เร็วขึ้น จนในที่สุด limbic system ที่ควบคุมอารมณ์จะไม่สามารถเข้าครอบครองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนเราสามารถใช้เหตุและผลเอาชนะอารมณ์ได้ในที่สุด

อธิบายง่ายๆ เหมือนเรากำลังจะหยิบของโปรดสักชิ้นมาทาน ถ้า prefrontal cortex เราฝึกจนแข็งแกร่งมากพอ มันจะเบรกเราไว้ ด้วยข้อเสียที่จะเกิดขึ้นหากคุณทานมัน และมีเวลาตัดสินใจมากขึ้นนั่นเองครับ

วิธีซ้อมให้สมองส่วนเหตุผลเอาชนะอารมณ์ในเรื่องผัดวันประกันพรุ่ง

Chris Bailey ได้เขียนไว้ใน Harvard Business Review ว่า วิธีฝึกสมองให้เอาชนะนิสัยเรื่องผัดวันประกันพรุ่งได้ มี 5 วิธี ครับ

1. ลองหามุมกลับ เมื่อต้องทำงานที่มีแนวโน้มสูงว่าจะมีการผัดวันประกันพรุ่งเกิดขึ้น

เช่น เมื่อรู้สึกว่าคุณกำลังทำงานที่ยากและน่าเบื่อ และรู้สึกว่าอยากจะเลื่อนงานนั้นออกก่อน เพราะความยากและน่าเบื่อของมัน ให้ลองคิดดูว่างานนั้นเป็นงานที่ท้าทาย และน่าสนุก เช่น อาจสมมติว่ามันเป็นเกมส์ผ่านด่าน ที่เรามีหน้าที่ต้องเล่นให้ผ่านด่านนั้นไปให้ได้

2. เริ่มลงมือทำ ไม่ว่าจะไม่อยากทำแค่ไหนก็ตาม ลองฝืนเริ่มให้ได้ดู

ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้น เหมือนคุณขี้เกียจออกไปวิ่ง แต่เชื่อเถอะ ถ้าคุณฝืนพาตัวเองไปที่สนามวิ่งได้ คุณก็วิ่ง อันที่จริง มันเหมือนหัวรถจักรหนักๆที่กว่าจะเคลื่อนตัวได้ตอนแรกช้ามาก แต่พอได้ออก start แล้ว มันจะค่อยๆวิ่งด้วยความเร็วที่สูงขึ้นเป็นอัตราเร่ง หรือให้มองภาพที่ง่ายกว่านั้นก็คือเหมือนคุณจะกลิ้งหินสักก้อน ตอนแรกมันจะหนักมาก แต่พอเริ่มกลิ้งได้ ก็จะง่ายขึ้นและใช้พลังงานน้อยลง การผัดวันประกันพรุ่งก็เหมือนกันครับ ถ้าคุณฝืนเริ่มทำมันได้ มันก็จะค่อยๆไหลต่อของมันเอง

3. หาจุดที่พอดี

หลายครั้งที่เราเบื่อสิ่งที่ต้องทำ เพราะเราไม่สามารถหาความพอดีของมันได้ เช่น เราอยากจะไปวิ่ง แต่พอไปแล้วก็เหนื่อย ทรมาน ดีไม่ดี กลับมาปวดเนื้อปวดตัว ทำให้เมื่อคุณอยากจะออกไปวิ่งในครั้งต่อๆไป ความรู้สึกทรมานเหล่านั้นก็ลอยมา คุณจึงต้องใช้พลังใจสูงมากจึงจะฝืนพาตัวเองออกไปวิ่งได้ และแน่นอนว่ากว่าคุณจะสะสมพลังใจมากพอ เวลาก็อาจเลยผ่านเป็นเดือน จนคุณลืมไปแล้วว่าคุณเคยตั้งใจที่จะออกไปวิ่งในทุกๆวัน ถ้ามีปัญหาทำนองนี้ คำแนะนำคือให้หาจุดที่พอดีครับ เช่น ถ้าคุณต้องวิ่ง 10 รอบ แล้วรู้สึกทรมาน เหนื่อยล้ามาก จนไม่อยากวิ่ง ให้ลองค่อยๆลดรอบลง จาก 10 เหลือ 8 เหลือ 6 จนคุณที่ได้รอบที่พอดี คือออกไปวิ่งแล้วรู้สึกมีความสุข ไม่เหนื่อยมาก ไม่ทรมาน กำลังพอดี ให้เริ่มจากจุดนั้นก่อน เพื่อไม่ให้เปลืองพลังใจกับการฝืนตัวเองมากไป จากนั้น เมื่อคุณสามารถเริ่มทำสิ่งนั้นอย่างต่อเนื่องได้แล้ว เดี๋ยวคุณสามารถทำสิ่งนั้นได้มากขึ้นและนานขึ้นเรื่อยๆเอง โดยที่ใช้พลังใจเท่าเดิมหรือน้อยลงเรื่อยๆครับ

4. หาวิธีที่ทำให้ตระหนักถึงต้นทุนของการผัดวันประกันพรุ่ง

ความสุขระยะสั้น มักทำให้เป้าหมายระยะยาวของเราพังเสมอครับ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังตระหนักถึงผลเสียของการผัดวันประกันพรุ่งได้น้อยกว่าผลเสียจริงๆของมันอยู่ดี วิธีที่ทำให้เราตระหนัก อาจใช้วิธีเขียนผลเสียของการไม่ทำสิ่งที่จะต้องทำไว้ในจุดที่เห็นชัดๆ เพื่อเตือนตนเองตลอดเวลา เช่น ถ้าคุณตั้งใจลดน้ำหนัก คุณอาจกำลังหาข้ออ้างเพื่อเลื่อนการออกกำลังกายของคุณไว้ก่อน แต่ให้เขียนเตือนตัวเองไว้เลยว่า ถ้าคุณไม่ลดน้ำหนักวันนี้ วันข้างหน้าจะเกิดอะไรกับคุณบ้าง

มีการศึกษามากมาย ที่พบว่า การผัดวันประกันพรุ่งที่ฝังลึกเรื้อรัง เป็นสาเหตุให้ชีวิตครอบครัวพัง ถูกให้ออกจากงาน และสูญเสียความมั่นใจในตนเองครับ

5. อยู่ให้ห่าง ตัวเบี่ยงเบนความสนใจ

ลองหาดูว่า อะไรคือตัวเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่กำลังทำเบอร์ 1 ของเรา ให้อยู่ห่างๆสิ่งนั้นไว้ครับ

เช่น ถ้าคุณกำลังตั้งใจลดน้ำหนัก แต่มีเพื่อนสนิทชอบชวนไปกินบุฟเฟ่ ก็ให้อยู่ห่างๆมันไว้ก่อน หรือถ้าคุณรู้สึกว่า มือถือ คือตัวขัดจังหวะการทำงานของคุณ เพราะคุณมักจะลืมตัว แอบเปิดมาเล่น โดยตั้งใจว่า จะแค่เข้า facebook ไปดูการแจ้งเตือนนิดหน่อย แต่พอกดเข้าไปแล้ว คุณก็แช่ยาวจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีก็ไม่อยากกลับไปทำงานตรงหน้าอีกแล้ว ขอเลื่อนไปก่อนอีกสักหน่อยแล้วกัน ถ้าเป็นแบบนี้ แนะนำให้เอามือถือไว้อยู่ห่างๆเวลากำลังทำงาน ยิ่งเข้าถึงได้ยาก ยิ่งดี โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังทำงานที่ยากและน่าเบื่อ เพราะมันมีแนวโน้มสูงมากที่คุณจะหยิบมือถือขึ้นมาเล่น แล้วก็บอกตัวเองว่า เดี๋ยวก่อน ค่อยมาทำต่อละกัน

นอกจากนี้ Timothy Pychyl อาจารย์สอนจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัย Carleton ในกรุง Ottawa ของแคนาดา ได้ให้คำแนะนำเพื่อเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งไว้ดังนี้ครับ

  1. แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ให้งานนั้นไม่ใหญ่และยากจนเกินไป จากนั้นก็กำหนดเป้าหมายแล้วเสร็จของทีละส่วนไว้
  2. เริ่มต้นทำงาน เดี๋ยวนี้
  3. เตือนตัวเองถึงประโยชน์ของการทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จในอนาคต และตระหนักถึงผลเสียหากไม่ทำงานชิ้นนี้ในปัจจุบัน
  4. กำหนดบทลงโทษตัวเองถ้าเลื่อนเวลาการทำงานออกไป
  5. ให้รางวัลแก่ตนเองเมื่อทำงานในแต่ละส่วนสำเร็จ

Share this:







Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *